
โลดแล่นบนหลังม้ากับ "มิ้นท์" พนัญญา ตาดทอง
สะดุดตากับ 1 ใน 4 สาวน้อยหน้าใสที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้แก่เครื่องสำอางสกาแคร์ ซึ่งเธอดูโดดเด่นและเป็นกันเอง พร้อมกับบ่งบอกความเป็นคนรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน ด้วยแม้จะเป็นนักกีฬาขี่ม้าที่ต้องอยู่กลางแดด กลางสายลมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เรื่องของความรักสวยรักง
ซึ่งสาวคนนั้นก็คือ "มิ้นท์" พนัญญา ตาดทอง สาวนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ วัย 21 ปี ตอนนี้กำลังเป็นนิสิตปี 4 คณะนิเทศศาสตร์ ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลูกคนเดียวของครอบครัวตาดทอง ที่มีคุณพ่อ นอ.นพ.พรเอนก และ คุณแม่ นาครลักษณ์ ตาดทอง เฝ้าคอยดูแลพร้อมสนับสนุนให้เธอมายืนอยู่จุดนี้ ณ วันนี้
หลังจากติดต่อพูดคุยเราก็ได้โอกาสตามเธอไปสนามฝึกซ้อมการขี่ม้าที่ ทรอท อะราวด์ ย่านวัชรพล ปะหน้ากับเธอในสายวันหนึ่งในชุดยอดนิยมของหญิงสาวยุคนี้ นั่นก็คือกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดตัวสวยและรองเท้าส้นสูง ซึ่งกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารมื้อเช้าที่เจ้าตัวมาบอกทีหลังว่าชินแล้วที่ต้องใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า เมื่อว่างหรือมีเวลาสักเล็กน้อยก็ต้องดูแลตัวเองอย่างที่เห็น
"มิ้นท์เป็นลูกคนเดียวในครอบครัวที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ เธอจึงกลายเป็นเด็กน้อยที่มีผู้ใหญ่หลายคนคอยดูแลมาตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ ยิ่งมิ้นท์เลือกที่จะมาขี่ม้าตามความชอบ เวลาส่วนใหญ่ที่จะใช้ชีวิตแบบเพื่อนในวัยเดียวกันที่มีกลุ่มเพื่อนไปเที่ยวเล่น หรือพูดคุยกันสนุกสนานหลังเลิกเรียน ตั้งแต่เด็กๆ จนถึงทุกวันนี้มีน้อยมาก กินข้าว อ่านหนังสือ หรือนอนหลับในรถเป็นสิ่งที่มิ้นท์คุ้นชินและทำมาเสมอกว่า 10 ปีแล้ว" คำพูดประโยคแรกที่เธอเอื้อนเอ่ยให้ฟัง
พร้อมกับเล่าต่อว่า เริ่มขี่ม้าครั้งแรกตอนอายุ 10 ขวบ สาเหตุมาจากแม่ที่อยากไปร่วมกลุ่มพูดคุยกับเพื่อนสนิทที่สนามม้า เพราะลูกของเพื่อนต้องมาขี่ม้า แล้วแม่ต้องมาคอยดูแล จากนั้นแม่จึงคิดว่าไหนๆ ก็มาที่สนามขี่ม้าแล้ว น่าจะให้เธอหัดขี่ม้าไปด้วยเลย ลูกจะได้ขี่ม้า ส่วนแม่ก็จะได้คุยกับเพื่อนไปพร้อมๆ กัน ผนวกกับสาวคนนี้เกิดอาการหลงรักเจ้าม้าตัวสวยขึ้นมา จังหวะเลยลงตัวเริ่มเรียนการขี่ม้านับจากนั้นมา
"ความจริงมิ้นท์เรียนหลายอย่างนะ ทั้งรำไทย เปียโน ไวโอลิน แต่เมื่อมันยากขึ้นหรือมีอุปสรรคก็ไม่อยากเรียนแล้ว ตรงกันข้ามกับการขี่ม้า แม้จะเมื่อยมาก เจ็บตัวมาก หรือตกม้าบ้างก็ไม่เคยหวั่น ไม่เคยท้อ เพราะชอบมากนั่นเอง สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นมาจากเพราะมิ้นท์รักม้า มันน่ารัก แล้วยิ่งขี่ยิ่งได้รู้จักกัน ยิ่งรักกันมากขึ้น การขี่ม้าคนขี่กับม้าต้องรู้ใจกันและกัน ถ้าเรากลัวม้า ม้าก็จะรู้ทันทีว่าเรากลัว แล้วจะไม่ทำตามที่เราสั่ง เพราะเขาคิดว่าคนขี่ยังกลัวเขาเลย แล้วจะมาสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่ได้อย่างไร
"การขี่ม้าให้หลายสิ่งหลายอย่างแก่มิ้นท์มากมาย นอกจากการพัฒนาบุคลิกภาพ เพราะต้องนั่งหลังตรงบนหลังม้าเสมอแล้ว สมาธิ สติปัญญาไหวพริบก็เป็นสิ่งที่มิ้นท์ได้มาอย่างไม่รู้ตัว ที่สำคัญมิ้นท์ได้โอกาสเป็นนักกีฬ่าทีมชาติ ล่าสุดได้ลงสนามแข่งกีฬาซีเกมส์ ที่แม้จะไม่ได้เหรียญ แต่ก็คือความภาคภูมิใจในชีวิต แล้วมิ้นท์ก็ฝันต่อด้วยว่าสักวันต้องไปร่วมแข่งในกีฬาโอลิมปิกเช่นกัน"
ซึ่งนอกจากชีวิตบนหลังม้าที่ต้องไปคลุกคลีกันทุกวันกับเจ้าตัวโปรด "เฟิร์สพอยท์" ที่คุณพ่อซื้อให้เธอเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมาได้ 3 ปีแล้ว อีกมุมหนึ่งของเธอยังเป็นสาววัยใสที่ใส่ใจดูแลความสวยความงามของตัวเอง เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่า โชคดีที่แม่ชอบเรื่องของแฟชั่น จึงดูแลในเรื่องการแต่งตัวให้แก่ลูกสาวคนเดียว ทุกสิ่งที่ผู้หญิงวัย 20 ควรจะทำเธอก็ได้ทำ ทั้งการดูแลตัวเอง การกินอยู่ การแต่งตัว เธอจะมีแม่เป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้ที่รู้ใจในทุกเรื่อง
"มิ้นท์ก็เหมือนสาวทั่วไปที่ใส่ใจในเรื่องความสวยความงาม ดูแลเรื่องผิวพรรณเช่นกัน ด้วยเราขี่ม้าต้องอยู่กลางแจ้ง ต้องเจอแดด เจอลม มิ้นท์ก็ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ดีที่ว่าแม่จะดูแลในเรื่องเหล่านี้ให้แก่มิ้นท์ เพราะแม่เป็นดีไซเนอร์ด้วย แล้วประมาณปลายปีนี้มิ้นท์จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ จะเรียนทางด้านแฟชั่นโดยเฉพาะซึ่งเป็นสิ่งที่มิ้นท์สนใจมากเช่นกัน เป็นอีกหนึ่งความฝัน และตอนนี้ถ้ามีเวลามิ้นท์ก็จะรับงานเดินแบบบ้าง เพื่อเป็นประสบการณ์อีกด้านหนึ่งด้วย"
แต่พอถามว่าจะผนวกกันระหว่างกีฬาขี่ม้าและแฟชั่นอย่างไร เธอตอบเสียงชัดเจนว่า กีฬาขี่ม้าสำหรับเมืองไทยไม่สามารถยึดเป็นอาชีพได้ ไม่เหมือนต่างประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แต่สำหรับเมืองไทยไม่ใช่ ใครอยากขี่ก็ต้องลงทุนเองในทุกเรื่อง ม้าตัวหนึ่งก็ราคาสูง ไหนจะเรื่องการดูแลอย่างต่อเนื่องอีกจึงเป็นเรื่องยากมาก แต่เรื่องของแฟชั่นสามารถทำได้ด้วยตัวเองและเป็นสิ่งที่รัก ถ้าเราเรียนรู้และพร้อมที่จะเปิดรับ การจะทำให้ได้ดีจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ
พูดจบเธอก็ขอตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า พร้อมกับบอกเจ้าหน้าที่สนามม้าให้จูง "เฟิร์สพอยท์" เจ้าม้าตัวโปรด แล้วก็ควบออกไปด้วยลีลาของนักกีฬาทีมชาติ เฉกเช่นทุกวันที่เคยทำมาอย่างต่อเนื่อง...



