ไลฟ์สไตล์

'สร้างความมั่นคงพลังงาน'

'สร้างความมั่นคงพลังงาน'

18 ม.ค. 2555

'สร้างความมั่นคงพลังงาน' คือความท้าทาย-ภารกิจหลักของปตท.

                "เรื่องพลังงานเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับ ปตท. รัฐบาล กระทรวงพลังงาน และประเทศชาติ ที่จะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลากับการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ต้องแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนติดตามความเคลื่อนไหวของทิศทางราคา เพราะจะกระทบกับประเทศไทย ซึ่งยังมีการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง เราจึงต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด" ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ กล่าว

                ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า "พลังงาน" เป็น 1 ใน 2 ของอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสูงและสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจนอกเหนือไปจากภาคธุรกิจการเงิน หากขาดระบบพลังงานที่มั่นคง ไม่มีประสิทธิภาพอันจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศแล้ว เศรษฐกิจจะขับเคลื่อนไปไม่ได้เลยไม่ว่าจะเป็นด้านการคมนาคม ขนส่ง การสื่อสาร การผลิตหยุดชะงัก แม้แต่ภาคกสิกรรมเองก็ยังใช้พลังงานในการผลิตเช่นกัน

                ดร.โชติชัย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายนโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอกว่า ปตท.เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ มีภารกิจสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ สนับสนุนพลังงานที่จะไปช่วยการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมๆ ไปกับการให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและทั่วถึง และในราคาที่เหมาะสม

                ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของพลังงาน ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

                อย่างไรก็ตาม กรณีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานตามนโยบายของรัฐบาลที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ดร.โชติชัยอธิบายถึงความจำเป็นในนโยบายดังกล่าวว่า หลายรัฐบาลที่ผ่านมามีการอุดหนุน แทรกแซงราคาพลังงานกันต่อเนื่อง เป็นการบิดเบือนพฤติกรรมการบริโภค ทำให้คนหันไปใช้พลังงานกันอย่างสิ้นเปลือง เพราะราคาไม่ได้สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง

                แต่หากราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริงแล้ว ก็จะทำให้คนมีจิตสำนึกในความคุ้มค่า การใช้อย่างประหยัดทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง แอลพีจี หรือเอ็นจีวี ซึ่งนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการลอยตัวราคาแอลพีจี และเอ็นจีวี โดยเป็นการทยอยปรับขึ้นไปตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2555 แต่ก็จะมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางหนึ่งด้วย เช่น การลอยตัวเอ็นจีวี ก็มีมาตรการช่วยเหลือผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะ เช่น การออกบัตรเครดิตพลังงาน และบัตรลดเงินสด เป็นต้น

                 ทั้งนี้ ราคาแอลพีจีในบ้านเราถือว่าถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาว และพม่า ขนาดประเทศผู้ส่งออกก็ยังจำหน่ายในราคาสูงกว่าเรา การที่เราต้องนำเข้าแอลพีจีซึ่งมีแนวโน้มความต้องการใช้เติบโตขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องเอางบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนมาอุดหนุนปีละกว่าหมื่นล้านบาท แต่หากลอยตัวได้ รัฐบาลก็จะสามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งถนน สะพาน และลงทุนในการป้องกันน้ำท่วมได้ ดีกว่านำเงินส่วนนี้มาอุดหนุนให้คนเผาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อการขับขี่

                นอกจากนี้ ราคาแอลพีจีและเอ็นจีวีหากปรับขึ้นแล้วก็ยังถูกกว่าราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลอยู่ดี หากเรายังบิดเบือนราคาต่อไปความต้องการใช้จะยิ่งสูงขึ้น สุดท้ายกลายเป็นปัญหาโครงสร้างของประเทศ แทนที่จะนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมป้อนเป็นวัตถุดิบนำเงินตราเข้าประเทศได้มาก และเกิดการจ้างงานได้มาก จะเป็นประโยชน์กว่า

                สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในปี 2555 เขามองว่าจะมีความผันผวนสูงตามปัจจัยที่เข้ามากระทบ เช่น สถานการณ์การเมืองในตะวันออกกลาง ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรป โดยในภาพรวมราคาน้ำมันดิบที่ตลาดดูไบจะไม่ต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ก็จะไม่พุ่งแรงนักเนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่บางประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) มีปัญหาเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ ปัญหาเครดิต และมีความเสี่ยงที่อียูแตกร้าวได้

                "แน่นอนว่าปัญหาการเงินในอียูจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก สภาพคล่องทางการเงินลดลง ธุรกิจขยายตัวลดลง ส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันในภาพรวมก็ลดลงเช่นกัน ปัจจัยที่ว่าจึงไม่เอื้อต่อการเก็งกำไร ฉุดราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งแรง แต่ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จากการหาแหล่งน้ำมันยากมากขึ้น ทั้งยังมีความต้องการใช้ในประเทศอย่างจีน และอาเซียนสูงขึ้น"

                สำหรับประเทศไทยประสบกับปัญหาน้ำท่วมมานานกว่า 3 เดือน ทำให้การใช้พลังงานกลับมาสู่ภาวะปกติในต้นปีนี้ และคาดว่าระดับการใช้พลังงานจะเติบโต 4-5% ล้อไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ