
'มอบความรัก เห็นคุณค่า'เสียงสะท้อนจากเด็กถึงผู้ใหญ่
'มอบความรัก เห็นคุณค่า'เสียงสะท้อนจากเด็กถึงผู้ใหญ่ โดย...พิมพ์ชนก ศรเพชร
"เด็ก เอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน หนึ่งนับถือศาสนา สองรักษาธรรมเนียมมั่น สามช่วยพ่อแม่ครูอาจารย์ สี่วาจา นั้น..." ทุกวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม เสียงขับขานบทเพลง "หน้าที่ของเด็ก" ที่แต่งโดยครูชอุ่ม ปัญจพรรค์ เมื่อเกือบ 60 ปีก่อน จะกลับมาดังเจื้อยแจ้ว ทั่วบ้านทั่วเมืองอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่า งานวันเด็กแห่งชาติเวียนมาบรรจบรอบอีกวาระหนึ่ง งานวันเด็กแห่งชาติ ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ.2498 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็กลายเป็นวันสำคัญ ที่ก่อให้เกิดธรรมเนียมปฏิบัติมอบคำขวัญสวยหรูของผู้นำประเทศ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องพาบุตรหลานไปเที่ยว ไปซื้อของเล่น ไปจับสลากของขวัญวันเด็ก ฯลฯ
นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการดำรงชีวิตครอบครัวยึดติดค่านิยมทางวัตถุมากกว่าการพัฒนาคุณภาพของสมาชิกในครอบครัว อัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งมีผลกระทบต่อเด็ก ข้อมูลจากการวิจัยเด็กทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของเด็กที่มีต่อสังคมและครอบครัวว่า เด็กต้องการความรัก ความเอื้ออาทร ไม่ทอดทิ้ง มีคุณธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อให้เด็กมีทักษะชีวิต
ที่สำคัญพ่อแม่ต้องให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าในตัวเด็ก ดังนั้น รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางสังคมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องมีคณะรัฐมนตรีทางสังคมและสถาบันทางวิชาการที่ช่วยวิจัยสภาวะทางสังคมโดยเฉพาะเด็ก เยาวชนและครอบครัว รวมไปถึงพื้นที่เสี่ยง พื้นที่สร้างสรรค์และการมีส่วนร่วมของชุมชน
ที่สำคัญพ่อแม่ต้องให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าในตัวเด็ก ของขวัญวันเด็กที่เด็กอยากได้และอยากเห็น คือเด็กต้องการแบบอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ ต้องการให้ผู้ใหญ่เห็นคุณค่าของเขาในทุกวัน ไม่ใช่แค่วันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม รวมไปถึงการสร้างพื้นที่กิจกรรมที่สร้างสรรค์ (รวมพื้นที่สื่อ) ให้แก่เด็ก" ถึงเวลาแล้วหรือยังพ่อแม่เองต้องมีความเข้าใจ มีทักษะในการเลี้ยงดูลูก สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการมอบความรัก ความอบอุ่นให้แก่เด็กในทุกๆ คน
ดังนั้น กลยุทธ์ในการแก้ปัญหาวิกฤติเด็ก เยาวชนและครอบครัวไทย นพ.สุริยเดวเสนอว่ามี 10 กลยุทธ์ด้วยกันคือ 1.พ่อแม่ต้องใช้เวลากับลูก ต้องเลี้ยงดูลูก 2.มีพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัวในทุกชุมชน 3.มีฝ่ายงานด้านดูแลเด็ก และเยาวชน 4.จัดศูนย์เฝ้าระวังปัญหาสังคมด้านเด็ก เยาวชน 5.เพิ่มศักยภาพระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้วยต้นทุนชีวิต แนวคิดเชิงบวก 6.มีศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพ่อแม่ (ห้องเรียนพ่อแม่) ในการดูแลบุตรหลาน 7.กองทุนเด็กเยาวชน และครอบครัว 8.สื่อสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว 9.มีสถาบันทางวิชาการด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว 10.มีคณะรัฐมนตรีด้านสังคมและการประเมินด้วยดัชนีสังคมต่อปี
ทั้งนี้เพราะครอบครัวเป็นด่านแรกในการพัฒนาเด็กและเยาวชน แต่ปัจจุบันนี้ สถาบันครอบครัวอ่อนแอลง ด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พ่อแม่ใช้เวลาอยู่กับลูกน้อยลง ช่องว่างระหว่างพ่อแม่และลูกจึงมากขึ้น บวกกับทัศนคติของพ่อแม่อ่อนแอลงด้วย จะให้ลูกเป็นคนดีพ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกด้วยตนเอง ไม่ควรให้สังคม สื่อ เทคโนโลยีรวมไปถึงเงินเป็นผู้ดูแล
"สื่อเป็นสิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อเด็กทั้งในด้านบวกและลบ การสร้างกฎกติกา ต้องสร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วย สอนให้เด็กรู้เท่าทันสื่อ และรู้จักแยกแยะสื่อ ใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นกระบวนที่ทำให้เด็กมีความเข้าใจว่า สื่อสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ดีได้ ควรมี “ศาสนา” สิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ซึ่งปัจจุบันเด็กไม่ค่อยให้ความสำคัญและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรม ถ้าเป็นไปได้ควรมีการสอดแทรกหลักสูตรเกี่ยวกับศาสนาไว้ในบทเรียนทำให้เด็กสนใจ และพ่อแม่ต้องทำให้ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของเด็กๆ ด้วย" นพ.สุริยเดวกล่าว
จะว่าไปแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กปัจจุบันคือการละเลยการดูแลสวัสดิภาพของเด็ก การขัดแย้งทางการเมืองสังคมและเศรษฐกิจ การใช้ความรุนแรงมีผลกระทบทำให้เด็กใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่เป็นภัยต่อเด็ก และการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการคุ้มครองเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนยังไม่มีหน่วยงานใดนำไปใช้ ถึงเวลาที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่พูดหรือมีเวทีของเด็กแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น
..............................
('มอบความรัก เห็นคุณค่า'เสียงสะท้อนจากเด็กถึงผู้ใหญ่ โดย...พิมพ์ชนก ศรเพชร )



