ไลฟ์สไตล์

กิ่วแม่ปาน วันวานยังหวานอยู่

กิ่วแม่ปาน วันวานยังหวานอยู่

15 ม.ค. 2555

ถิ่นไทยงาม : กิ่วแม่ปาน วันวานยังหวานอยู่

                ไม่ต่ำกว่า 7 ปีทีเดียว ที่ฉันมีโอกาสได้กลับมาเยือน "กิ่วแม่ปาน" อีกครั้ง แต่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไป ครั้งก่อนฉันมาเดินช่วงเช้า เริ่มเข้าฤดูหนาวปลายปี กับความไม่เคยคุ้น เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นมาเยือนขุนเขาที่ยิ่งใหญ่ ที่มียอดสูงที่สุดในประเทศไทย กลับมาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ฉันมาในเวลาที่แตกต่าง เป็นช่วงบ่ายในฤดูหนาวต้นปี

                 กิ่วแม่ปาน เป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าดิบ ที่มีความหลากหลายเส้นหนึ่งของดอยอินทนนท์ เส้นทางเดินไม่ยากเย็นเท่าอากาศ เพราะขนาดบ่ายๆ ต้นเดือนมกราคม ระหว่างเราติดต่อมัคคุเทศน์ท้องถิ่นนำทาง ตามระเบียบของที่นี่ โดยคิดราคารอบละ 200 บาทต่อกลุ่ม ก็เหลือบไปเห็นเทอร์โมมิเตอร์บอกอุณหภูมิที่ 18 องศา

                 พี่โต๊ะ มัคคุเทศน์นำทางของฉัน เป็นปกากะญอ ที่ช่างบังเอิญเหลือเกินว่า เป็นญาติกับคนที่ฉันรู้จักแห่งบ้านผาหมอน ที่อยู่บนดอยอินทนนท์นั่นเอง ทำให้เราคุยกันง่ายขึ้น แถมใจเย็นตลอดช่วงการเดินทางที่เราค่อยเป็นค่อยไป ถ้ารีบเดินก็คงได้แค่ชื่นชมวิวกว้าง แต่ทำรายทางหล่นหาย

                 เพราะตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ระยะทางเกือบๆ 3 กิโลเมตร มีความหลากหลายของธรรมชาติมากทีเดียว ทั้งป่าดิบที่ชุ่มชื้น ป่าเมฆ ทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์บริเวณหน้าผาและกิ่วแม่ปาน จนถึงป่าแล้ง-ป่าหนาว ก่อนจะเดินวนครบรอบ บรรจบกับจุดเริ่มเดิน ซึ่งในเส้นทางแต่ละจุดจะมีป้ายสื่อความหมาย บอกเล่าลักษณะสำคัญของป่าบริเวณนั้น ที่มีถึง 21 จุด

 จากจุดเริ่มเดิน เริ่มเข้าป่าดิบ ใครขี้หนาวก็ติดเสื้อกันหนาวไปด้วย แต่ถ้ามีหมวกไปด้วยดียิ่งดี ส่วนฉันฉวยผ้าพันคอไปเผื่อหนาวระหว่างพัก บังแดดระหว่างเดิน ลืมไม่ได้ก็น้ำดื่มขวดเล็กๆ และกล้องถ่ายรูปตามประสาความชอบ

                 ระยะเริ่มแรกของป่าเป็นป่าดิบชื้น มีมอสและเฟิร์นขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นตามลำต้นของไม้ใหญ่ แต่ตอนนี้ดูจะแล้งน้ำไปหน่อย ทำให้มอส เฟิร์นไม่สดชื่น แต่เจ้าพวกนี้ไม่ตายง่ายๆ แต่จะพักตัวเองรอเวลาฝนฉ่ำก็จะแตกยอด แตกกออีกครั้ง

                 น้ำตกเล็กๆ ดูจะเป็นไฮไลท์ที่ใครๆ ก็แวะถ่ายรูป แม้ไม่ใหญ่โต แต่น้ำใสๆ ก็ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูสดชื่น รวมถึงบีโกเนียที่กำลังออกดอกกอใหญ่ ผ่านป่าเมฆ ที่เป็นป่า 2 ระดับ ระหว่างไม้สูงใหญ่กับไม้คลุมดิน ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนจะโผล่ออกไปเจอกับแสงแดดจ้า กับสภาพป่าที่เปลี่ยนไปเป็นทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์ แต่ก็มีกูดดอยขึ้นสลับ แถมด้วยต้นหนาดที่ออกดอกขาวระข้างทาง ทำให้ดูสวยงามไปอีกแบบ

                 ฟ้าใสๆ เริ่มมีสายหมอกพัดจากหุบเขาขึ้นมา แต่ก็ยังไม่อาจบดบังแดด และวิว ที่เรามองได้รอบตัว 360 องศา เสียแต่ว่าฉันไม่ได้ไปเสียนาน เลยเพิ่งรู้ว่าเขาทำรั้วกับระเบียงชมวิวไว้ซะแล้ว จากเดิมที่มีเพียงหน้าผาและก้อนหิน อ้อ...ระยะแรกของเส้นทางเดินก็ทำเป็นบันไดหินซะแล้ว

                 เลาะหน้าผาไปกันอีกหน่อย ก็ถึงจุดที่ทำรั้วเกือบครึ่งวงกลมไว้ เป็นจุดที่จะมองเห็นผาแง่มน้อยได้ชัดเจน รวมถึงสันเขาเล็กๆ ที่เห็นรอยดินเตียนๆ พี่โต๊ะบอกว่า ตรงนั้นเป็นที่นอนของกวางผา หรือม้าเทวดา สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ เมื่อวานก็เห็นกวางผาตรงหินบริเวณผาแง่มน้อย บางวันเห็นหลายตัวด้วย

                 ผาแง่มน้อย เป็นแท่งหินแกรนิตคู่ เป็นหลักฐานทางธรณีวิทยา บ่งชี้ถึงการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกที่มีอายุหลายร้อยล้านปี และปัจจุบันก็ดูจะเป็นสัญลักษณ์คู่กับกิ่วแม่ปาน อีกหนึ่งสัญลักษณ์ คือ ต้นกุหลาบพันปี หรือกุหลาบแดง ขึ้นเป็นระยะ ถูกไฟไหม้ยืนต้นตายบ้าง ต้นที่ยังเป็นเริ่มผลิดอกช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ นี่แหละ

                 สุดทางเลาะผา ก็ตัดลงหุบไม้ใหญ่อีกครั้ง เป็นป่าดงดิบริมธารน้ำ เดินกันไปอีกหนึ่งหอบก็ออกมาถึงจุดเริ่มเดิน ฉันเหลือบไปดูเทอร์โมมิเตอร์อีกครั้ง อุณหภูมิอยู่ที่ 15 องศา แต่ตอนนั้นฉันกลับยังรู้สึกอุ่นๆ ที่ได้มาเยือนผืนป่างามแห่งนี้อีกครั้ง

                 7 ปีผ่านไป อะไรหลายๆ อย่างยังคงสภาพเกือบจะเหมือนเดิม แม้บางอย่างจะเปลี่ยนไปตามสภาพของกาลเวลา


การเดินทาง : รถส่วนตัว จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ทางหลวง 108 ก่อนถึงอ.จอมทองประมาณ 2 กม. เลี้ยวขวาไปตามถนนจอมทอง-อินทนนท์ "กิ่วแม่ปาน" จะอยู่บริเวณ กม.ที่ 42 ก่อนถึงยอดดอย

                รถประจำทาง นั่งรถสองแถวเหลืองเชียงใหม่-จอมทอง และต่อรถสองแถวจอมทอง-อินทนนท์ ขึ้นไปเที่ยวได้

...............................
(ถิ่นไทยงาม : กิ่วแม่ปาน วันวานยังหวานอยู่)