
สามี(ตัวดี)ไม่ทำตามสัญญา
อยากขอคำแนะนำด้วยค่ะ คือว่า หลังทำสัญญาประนีประนอม 3 ข้อ กับอดีตสามี ซึ่งแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2548 และดิฉันฟ้องหย่าเมื่อกุมภาพันธ์ 2554 และดิฉันได้ย้ายออกจากบ้านตามที่อดีตสามีต้องการ
โดยเขาเสนอจะจ่ายเงินให้จำนวนหนึ่งภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2554 มีข้อแม้ว่า ดิฉันและลูกไม่สามารถนำทรัพย์สินในบ้านและส่วนควบบ้านไปด้วยได้ ยกเว้นของใช้ส่วนตัวและสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อภายหลังวันที่ทำสัญญา
เมื่อแจ้งเรื่องย้ายออกให้เขาแล้ว แทนที่เขาจะจ่ายเงิน กลับส่งหนังสือมาจากทนายความของเขาว่า ขอตรวจบ้าน ดิฉันให้ความร่วมมือ หลังจากนั้นได้รับจดหมายแจ้งว่า มีข้าวของหลายรายการหายไป ให้ดิฉันนำส่งคืนใน 7 วัน เช่น ที่นอน หม้อหุงข้าว กาต้มน้ำ ฯลฯ
ข้อเท็จจริงซึ่งไม่ได้แถลงในวันไกล่เกลี่ย คือ เมื่อเขาออกจากบ้านไป 6 ปีก่อน ไม่เคยติดต่อ หรือรับผิดชอบภาระใดๆ เลย ที่ดิฉันต้องฟ้องหย่าในปีที่ 7 เพราะต้นปี 2554 เขากลับมางัดบ้านตัดกุญแจรั้ว พังประตูเข้าไปในบ้านตอนที่ดิฉันออกไปทำงาน ตำรวจบอกเขามีสิทธิ์เพราะยังไม่ได้หย่า
สิ่งที่อยากทราบคือ จะทำอย่างไรให้เรื่องนี้จบได้ ดิฉันเคยไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ศาลเยาวชนและครอบครัวก็ได้รับคำตอบแค่ว่า ให้ทำบังคับคดี
ศศิธร
ตอบ
ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ปราชญา อ่อนนาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำเรื่องนี้ว่า การที่อดีตสามีให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามมายังอดีตภรรยา เพราะต้องการให้เห็นว่าฝ่ายภรรยาเป็นผู้ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเสียเอง ซึ่งจะทำให้เกิดการโต้แย้งสิทธิและส่งผลให้ฝ่ายชายไม่ต้องจ่ายเงินตามสัญญา
จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ศาลเยาวชนและครอบครัวให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีก็เป็นทางออกที่ดีแล้วครับ การตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี คือการไปยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของฝ่ายชายได้ แต่ภรรยาหรือทนายความของภรรยาจะต้องเป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ ซึ่งขั้นตอนนี้ฝ่ายสามีก็จะอ้างว่า ตัวเขาไม่ได้เป็นผู้ผิดสัญญา ซึ่งทำให้คดีกลับไปสู่ศาลอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเจ้าหน้าที่ยึดหรืออายัดทรัพย์ของสามีแล้ว เพื่อพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ผิดสัญญาดังกล่าว
จากข้อเท็จจริงแนะนำว่า ควรมีทนายความ เพราะฝ่ายอดีตสามีเขามีทนายความถ้าไม่มีทนายความจะทำให้เสียเปรียบได้มาก ติดต่อมาที่ศูนย์ เพื่อจะได้ให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือได้
ลุงแจ่ม



