
ไอเดียเจ๋งใช้มูลหมูหลุมแทนการใช้ปุ๋ยเคมี
ชาวบ้านคอกช้างนำปุ๋ยหมักจากมูลหมูหลุม โช้แทนปุ๋ยเคมีเพื่อลดต้นทุนการผลิต : โดย ... บุญเลื่อน พรมประทาน
เกษตรกรชาวสวนระนองนำปุ๋ยหมักจากมูลหมูหลุม ใช้แทนปุ๋ยเคมีเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยนางสุภาวี แตงโต เกษตรกรต้นแบบสวนเกษตรผสมผสาน ม.10 ต.คอกช้าง อ.กะเปอร์ จ.ระนอง เปิดเผยว่า การเลี้ยงหมูหลุม และการนำปุ๋ยหมักจากมูลหมูที่ได้จากการเลี้ยงหมูหลุมมาใช้ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรชาวสวนใน ต.คอกช้าง อ.กะเปอร์ จ.ระนองนั้น เดิมทีชาวบ้านคอกช้างมีอาชีพทำสวนเกษตรแบบผสมผสานเป็นอาชีพหลัก ส่วนอาชีพรองคือการจักสานหวายไม้ไผ่ และอาชีพรับจ้างทั่วไป ส่วนการเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะมีเป็ด ไก่ วัว และสุกร โดยจะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม ซึ่งการเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหา ยกเว้นผู้ที่เลี้ยงสุกรที่จะมีปัญหาเรื่องต้นทุน
โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป พบว่าต้นทุนรายจ่ายสูงเลี้ยงแล้วไม่คุ้มทุน ชาวบ้านกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรจึงพยายามร่วมกันวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และหาทางออกที่จะเลี้ยงหมูโดยสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลงได้ เริ่มจากเรื่องอาหารที่ทางกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปมากจนเกินไป จึงพยายามหาความรู้ด้วยการนำกลุ่มออกไปศึกษานอกพื้นที่จึงพบว่าการเลี้ยงสุกรแบบ หมูหลุม เป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายต่ำ เพราะอาหารที่ใช้ส่วนใหญ่จะใช้อาหารตามธรรมชาติที่หาได้จากท้องถิ่นซึ่งไม่มีวันหมดและมีราคาถูก อาทิ กล้วยป่า ต้นบอน และเศษอาหารในครัวเรือน รวมถึงเศษผักจากสวน
ส่วนโรงเรือนหรือคอกที่ใช้เลี้ยงไม่ต้องลงทุนให้ยุ่งยาก เพียงแต่ขุดเป็นหลุมปูด้วยวัสดุรองก้นหลุมที่มีอยู่ในหมู่บ้าน อาทิ แกลบกาแฟ,เปลือกหมาก และทางปาล์ม ซึ่งผลจากการทดลองใช้วิธีการเลี้ยงแบบหมูหลุมพบว่าเป็นวิธีที่เหมาะกับพื้นที่ ทั้งยังลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้กว่า 70% เมื่อเทียบกับวิธีการเลี้ยงแบบเดิม นอกจากนี้สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากที่ชาวบ้านคาดการณ์ไว้คือการได้ปุ๋ยหมักจากมูลหมู ทำให้สามารถนำไปใช้แทนปุ๋ยเคมีได้ผลดี ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาปุ๋ยเคมีมีราคาเพิ่มสูงมาก เกษตรกรชาวสวนในพื้นที่จึงนำปุ๋ยหมักจากมูลหมูมาทดลองใช้กับสวนเกษตรทั้งสวนปาล์มน้ำมัน รวมทั้งพืชผักต่างๆ ปรากฏว่าได้ผลดี และทำให้สภาพดินดีขึ้นอีกด้วย จึงทำให้เกษตรกรชาวสวนในพื้นที่ ต.คอกช้างหันมาเลี้ยงหมูหลุมเป็นอาชีพเสริมเป็นจำนวนมาก โดยเป้าหมายที่สำคัญในการเลี้ยงหมูหลุมคือต้องการปุ๋ยหมักจากมูลหมูนำไปใช้แทนปุ๋ยเคมีในสวน ส่วนรายได้จากการขายหมูหลุมถือเป็นอีกรายได้เสริมที่น่าสนใจ
สำหรับพื้นที่ตำบลคอกช้าง ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มเกษตรกรชาวสวนที่เลี้ยงหมูหลุมเป็นอาชีพเสริมชื่อกลุ่มว่า กลุ่มผู้เลี้ยงหมูหลุมบ้านคอกช้าง โดยมีปรัชญาการดำเนินงานของกลุ่มว่า "กินอยู่อย่างพอเพียง เลี้ยงหมูเสริมรายได้ ให้ปุ๋ยชั้นดี กินเนื้อปลอดสารพิษ เพื่อชีวิตของชุมชน"
นางสุภาวดี เล่าอีกว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้มีอาชีพทำสวนเกษตรแบบผสมผสาน ประกอบด้วย ปาล์มน้ำมัน,ยางพารา,ลองกอง มีการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นจำนวนมากแต่ละปีต้องซื้อปุ๋ยเคมีไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท แต่หลังจากเลี้ยงหมูหลุมและได้ทดลองนำปุ๋ยหมักมูลหมูไปทดลองใช้ ทั้งปาล์มน้ำมัน และลองกองในปี 2553 เพื่อเทียบกับปุ๋ยเคมี ปรากฏว่าไม้ผลทั้งสองชนิดกลับให้ผลผลิตที่ดีกว่า
โดยปาล์มน้ำมันจากเดิมที่ให้ผลผลิต 1,500 ตัน จากจำนวนที่ปลูก 300 ต้น ในแต่ละปีกลับเพิ่มเป็น 2,400 ตันในส่วนของลองกองก็เช่นกันพบมีลูกที่โตขึ้น ทำให้ราคาซื้อขายดีขึ้น ดังนั้นจึงตัดสินใจเลิกใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเด็ดขาดในปี 2554 ที่ผ่านมา และได้หันมาใช้ปุ๋ยหมักจากมูลหมูทั้งหมด ซึ่งพบว่าสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีในสวนเกษตรผสมผสานจำนวน 20 ไร่ ลงได้มากกว่า 45-50% จากเดิมเคยซื้อปุ๋ยเคมีรวมปีละกว่า 30,000 บาท ลดเหลือประมาณ 12,000-14,000 บาทต่อปี ซึ่งจากผลที่เกิดขึ้นทำให้เกษตรกรชาวสวนในพื้นที่เดิมเลี้ยงหมูหลุมเพียง 3คน ได้ขยายเพิ่มเป็น 12 คนปัจจุบัน และเตรียมดำเนินการจะเลี้ยงอีกหลายราย
นางสุภาวดี กล่าวให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงหมูหลุมว่า มีขั้นตอนที่สำคัญ 4 ประการ เริ่มจากวิธีการทำหลุม จะต้องขุดกว้างขนาด 3 ม.ยาว 3 ม. ลึก 90 ซม.ตัดไม้ไผ่ยาว 1 ม.กั้นรอบๆ ทั้ง 4 ด้านกันหมูคุ้ยดินออกจากคอก ที่สำคัญบริเวณที่สร้างไม่ควรอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าน้ำท่วมขัง และควรเป็นที่ร่มใต้ต้นไม้มีอากาศถ่ายเทดี ขั้นตอนต่อมาคือวิธีเตรียมวัสดุรองหลุม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะแปรสภาพเป็นปุ๋ยในช่วงต่อมา โดยให้ใช้แกลบ เปลือกหมาก หรือเเศษใบไม้เทลงก้นหนา 30 ซม. เกลือแกง 1 ถ้วย น้ำหมักชีวภาพ 2 ช้อนแกงผสมน้ำ 20 ลิตร ราดให้ทั่วหลุม ทำอีก 2 ชั้นในรูปแบบเดียวกัน ทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ จึงนำหมูลงเลี้ยง และควรหมั่นราดน้ำหมักชีวภาพทุก 7 วัน
ภายหลังเลี้ยงหมูแล้วเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยสลายสิ่งปฏิกูล ประการที่สามการให้อาหาร ให้ใช้วัสดุในท้องถิ่น เช่น หยวกกล้วย ผักต่างๆ รำข้าว และเศษอาหารจากครัวเรือน ผสมให้หมูกิน ประการที่สี่ การป้องกันโรค ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำให้หมูกิน ร่วมกับการใช้สมุนไพรในท้องถิ่นรักษาโรคตามอาการ สำหรับพันธุ์หมูหลุมที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงปัจจุบันมี 2 พันธุ์คือพันธุ์เหมนซาน ซึ่งมีจุดเด่นที่ทนต่อโรค และลูกดก อีกพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาคือพันธุ์เปียเทียน เป็นการนำพ่อหมูพันธุ์ขนาดใหญ่มาผสมกับแม่หมูเหมยซาน เพื่อต้องการขยายโครงสร้างของลำตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้มีเนื้อมากขึ้นไม่ขาดทุนหากมีชำแหละเพื่อจำหน่าย
----------
(ชาวบ้านคอกช้างนำปุ๋ยหมักจากมูลหมูหลุม โช้แทนปุ๋ยเคมีเพื่อลดต้นทุนการผลิต : โดย ... บุญเลื่อน พรมประทาน)



