
ก.เกษตรจัดระบบปลูกข้าวหนีน้ำ
ก.เกษตรจัดระบบปลูก 'ข้าวหนีน้ำ' ทางเสริมความแกร่งชาวนาไทย
ผลจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา คงจะเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาแล้วว่าภัยพิบัติทางธรรมชาตินับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การปรับตัวของเกษตรกรไทย ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพทำนา ซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ
ชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว ยอมรับว่าภัยธรรมชาตินับวันมีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง ตลอดจนโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาดทำลายผลผลิต ล้วนส่งผลกระทบต่อวิถีความเป็นอยู่ของชาวนาไทยทั้งสิ้น ที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารด้วย ซึ่งกรมการข้าวได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดระบบการปลูกข้าวว่าจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากการปลูกข้าวปีละสองครั้ง แล้วพักนาโดยปลูกพืชตระกูลถั่วคั่น นอกจากจะช่วยลดปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลายผลผลิตข้าวได้แล้ว ยังมีรายได้เสริมจากการขายเมล็ดพันธุ์ถั่วได้ด้วย และเมื่อไถกลบตอซังแทนการเผาก็จะช่วยปรับปรุงบำรุงดิน สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แปลงนาได้อีกทางหนึ่ง
"การปลูกข้าวปีละสองครั้งตามช่วงเวลาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แนะนำ จะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องน้ำท่วมและภัยแล้งได้เป็นอย่างดี เพราะกระทรวงเกษตรฯ ได้มีแผนการบริหารจัดการน้ำไว้อย่างเป็นระบบ และมีการบูรณาการหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังศึกษาเพื่อกำหนดรูปแบบการทำการเกษตรเพื่อลดความเสี่ยงภัยด้านน้ำท่วม เช่น จัดระบบปลูกข้าวในช่วงเวลาที่สามารถเก็บเกี่ยวก่อนน้ำท่วม และปลูกครั้งที่สองในช่วงหลังน้ำลด เพื่อให้มีพื้นที่ว่างในการกักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลากได้ อีกทั้งนาข้าวก็จะไม่ได้รับความเสี่ยหายด้วย"
อธิบดีกรมการข้าวย้ำด้วยว่าเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงอีกทางหนึ่ง กรมการข้าวได้ศึกษาพื้นที่น้ำท่วมในครั้งนี้และข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก สำหรับส่งเสริมให้ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่มากขึ้น อาทิ พื้นที่น้ำท่วมไม่เกิน 1 เมตร มีพันธุ์ข้าวน้ำลึกหรือข้าวทนน้ำ เช่น พันธุ์ กข 45 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นพันธุ์ที่ทนน้ำท่วมได้ดี ส่วนพื้นที่น้ำลึก 2-3 เมตร มีพันธุ์ข้าวขึ้นน้ำ เช่น พันธุ์พลายงามปราจีนบุรี และพันธุ์ขาวบ้านนา ซึ่งในปี 2555 กรมจะรับรองพันธุ์ขาวบ้านนา ว่าเป็นข้าวขึ้นน้ำที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง เนื่องจากมีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 400 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรมีข้าวพันธุ์ดีไว้ปลูกต่อไป
ปัจจุบันกรมการข้าวมีศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบงานผลิตเมล็ดพันธุ์คัดและพันธุ์หลักของข้าวนาน้ำลึก เพื่อรองรับความต้องการเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร โดยมีเป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์หลัก 5 พันธุ์ ได้แก่ พลายงามปราจีนบุรี ปราจีนบุรี 2 อยุธยา 1 กข 45 และขาวบ้านนา รวมทั้งสิ้น 78 ตันต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง แต่มักพบปัญหาข้าวแดงและข้าวปนมาก ดังนั้นกรมการข้าวจึงมีนโยบายด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์โดยใช้เครือข่ายศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์รองรับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงการรับรองพันธุ์ข้าวน้ำลึกสำหรับใช้ในพื้นที่น้ำท่วมให้เพิ่มขึ้น
นี่คือความพยายามของหน่วยงานภาครัฐ ที่คิดค้นหาทางออกให้เกษตรกรในการสู้กับภัยธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ แต่จะสามารถช่วยได้มากหรือน้อยเพียงไร ก็ขึ้นอยู่กับตัวของเกษตรกรเองด้วยว่ามีความพร้อมที่จะปรับตัวและรับข้อเสนอแนะเหล่านี้หรือไม่



