ไลฟ์สไตล์

มะละกา...มาละเหวย (มาละวา)

มะละกา...มาละเหวย (มาละวา)

25 ธ.ค. 2554

ท่องต่างแดน : มะละกา...มาละเหวย (มาละวา) โดย...ยุวดี วัชรางกูร

                 เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า หัวใจดันอยู่ใกล้ตาตุ่ม พอเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สารคดี ‘500 ปี ความสัมพันธ์สยาม-โปรตุเกส’ ทั้งเวอร์ชั่น 10  ตอน ตอนละ 1 ชั่วโมง และเวอร์ชั่น 90 นาที สำหรับฉายในเทศกาลเวิลด์ฟิล์มกรุงเทพฯ วันที่ 20-27 มกราคม ปีหน้า ฉันก็สบช่องหิ้วกระเป๋าตามรอยพวกวิลาศโปรตุเกส ณ แผ่นดินอุษาคเนย์ด่านแรกที่พวกเขาบุกโจมตีเมื่อ 500 ปีก่อน

                  ฉันกำลังหมายถึง "เมืองมะละกา" ที่มาของ "มะละกอ" อันทำให้เราท่านได้โซ้ยส้มตำกันแซบเวอร์จนไม่ทันได้เหลียวมองความเป็นมา

                  ด้วยเหตุนี้ ก็เป็นอันต้องเถิดเทิง ตั้งขบวนกลองยาวกันหน่อยล่ะ...

                  ขบวนที่ฉันได้ติดสอยห้อยจิตไปด้วยนั้น คณะเจ้าภาพคือมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ที่จะจัดสัมมนาวิชาการใหญ่โตเรื่อง 500 ปี ความสัมพันธ์สยาม-โปรตุเกสและโลกตะวันตก ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา วันที่ 26-27 มกราคม ปีหน้าเช่นกัน...แว่วว่าระดมนักวิชาการชื่อดังคับคั่งกว่า 100 คน ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมงาน 500  คน เป็นเลขเด็ด

                  แฮ่ม...ถ้าไม่เลอะเลือน ฉันก็ได้รับเชิญไปเป็นวิทยาเกินกับเขาอีกหน่วยหนึ่ง

                  ว่าแต่ตอนนี้ เราไปซอกแซกด่านแรกของช่องแคบมะละกากันดีกว่าค่ะ

                  มะละกาเป็นรัฐทางตอนใต้ของสหพันธรัฐมาเลเซีย ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบมะละกาอันลือลั่น

                 เสน่ห์ของมะละกาอยู่ตรงความเป็นเมืองเล็กๆ เดินวนไปมาก็มาเจอที่เก่า แต่บรรยากาศของเมืองต่างหากที่ชวนให้เดินตามตรอกออกตามเนิน เลาะริมแม่น้ำมะละกาได้ทั้งวันไม่รู้เบื่อ เหมาะสำหรับทอดหุ่ยยามเย็น ชิลกับย่านรวมมิตรพิพิธภัณฑ์ มีตั้งแต่พิพิธภัณฑ์แนวประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ โบราณคดี พิพิธภัณฑ์ความงาม ฯลฯ ถ้าไต่ตามเนินเซนต์พอลไปชมโบสถ์บนยอดเนินนั้น ก็ยังอุตส่าห์ผ่านพิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยอีกต่างหาก

                  มาถึงตอนนี้ ฉันแอบกระซิบกับ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ หัวขบวนของเราว่า สยามประเทศน่าจะตั้งพิพิธภัณฑ์รัฐประหาร...มาประชันเสียให้เข็ด!!!

                  เมืองนี้เป็นเมืองมรดกโลก ความที่มีอดีตเก่าแก่ เรื่องเยอะ พัวพันกับนานาชาติทั้งซีกโลกตะวันตกและตะวันออก เพราะเป็นจุดที่เรือกำปั่นและเรือสำเภาจะต้องแวะเวียนมาจอดพัก แลกเปลี่ยนค้าขายสินค้าสองซีกโลก

                  จุดที่ไม่น่าพลาดชมคือ Maritime Museum เป็นพิพิธภัณฑ์เรือจำลองของโปรตุเกสเมื่อ 500 ปีก่อน เรือลำนี้ได้ฉายาว่า ‘ดอกไม้แห่งท้องสมุทร’ (Flor de la Mar) ซึ่ง อะฟองซู ดือ อัลบูแกร์ก หัวหน้าทีมชาวโปรตุเกสได้บุกโจมตีเมืองท่ามะละกาด้วยมุ่งหมายจะตั้งสถานีการค้าเครื่องเทศแบบเบ็ดเสร็จในภูมิภาคนี้ อัลบูแกร์กยึดมะละกาสำเร็จในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2054 หรือ ค.ศ.1511

                  ก่อนจะเข้ายึดมะละกา ในปีเดียวกันก็ได้ดำเนินยุทธวิธีผูกมิตรกับอาณาจักรใหญ่สองแห่งในภูมิภาค ได้แก่ พะโคหรือหงสาวดี และกรุงศรีอยุธยา ราชทูตผู้อาศัยเรือสำเภาที่ต่อในภูมิภาคนี้เดินทางมาถึงสยาม มีนามว่า ดูอาร์ตึ ฟือร์นานดึช และได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระรามาธิบดีที่สองแห่งอโยธยาศรีรามเทพนคร

                  นับเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม และปฏิบัติการแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันเหนือดินแดนมะละกา และปัตตานี!

                  ในพงศาวดารสยามฉบับหนึ่งบันทึกไว้สั้นๆ ว่า สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ส่งกองทัพมาตีมะละกา แต่ไม่มีคำขยายผลการรบครั้งนั้น

                  ขบวนกลองยาวชาวสยามมาถึงบางอ้อ เมื่อพบภาพจิตรกรรมเก่าแก่จัดแสดงไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ข้างๆ พิพิธภัณฑ์เรือโปรตุเกส เป็นภาพทหารสยามเข้าโจมตีชาวมะละกา โดยเจ้าของถิ่นรบสุดใจ และบันทึกไว้ชัดเจนว่าทหารสยามพ่ายยับกลับไป
 ผลเป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าพงศาวดารเราไม่เอ่ยถึง...

                  จุดน่าสนใจอีกแห่ง คือป้อมปืนใหญ่ริมแม่น้ำมะละกา คณะนักโบราณคดีมาเลเซียบูรณะโดยใช้แนวผังของป้อมดัตช์ ซึ่งมีร่องรอยชัดเจนกว่าป้อมสมัยโปรตุเกส โดยผสมผสานลักษณะของป้อมแบบต่างๆ ออกมาอย่างที่เห็น มีปืนใหญ่ประทับตรา VOC เป็นสัญลักษณ์เด่นหรา

                  จนปัจจุบัน การขุดค้นทางโบราณคดีก็ยังดำเนินการอยู่ พบแนวอิฐฐานอาคารเก่าแก่อยู่ประปรายตามทางเดินรอบๆ เมือง

                  พวกเราเดินไต่เนินเซนต์พอล ขึ้นไปชมรูปปั้นนักบุญคนสำคัญ คือ เซนต์ฟรานซิส เซเวียร์ จากนั้นชมจุดเด่นที่สุดของมะละกา คือประตู Porta de Santiago ของ Famosa ป้อมเก่าแก่สัญชาติโปรตุเกส

 สนธยามาเยือนพร้อมๆ กับความคึกคัก พวกเราได้ลิ้มรสมะละกอของมะละกา ที่ชาวเรือโปรตุเกสรุ่นบรรพชนนำพันธุ์จากอเมริกาใต้ไปแพร่ในมะละกาและสยามตามลำดับ

                  หลายคนเลือกบริหารน่องไปบนถนนคนเดินที่ขวักไขว่ด้วยนักท่องเที่ยวนัยน์ตาสีฟ้า ก่อนจะหับประตูแห่งราตรีนั้นที่โรงแรมตึกแถวสไตล์ชิโน-โปรตุกีส

 แล้วฝันถึงใครสักคนที่อยากให้มาด้วยกันครั้งหน้า.

.........................................................
(ท่องต่างแดน  :  มะละกา...มาละเหวย (มาละวา) โดย...ยุวดี วัชรางกูร)