ไลฟ์สไตล์

สารต้านอนุมูลอิสระจากเม็ดมะขาม

สารต้านอนุมูลอิสระจากเม็ดมะขาม

22 ธ.ค. 2554

นศ.เภสัชฯ มช. วิจัยพบเปลือกหุ้มเม็ดมะขาม มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เทียบเท่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในต่างประเทศ ชี้สารสกัดจากเปลือกหุ้มเม็ดมะขามมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันที่สูงมากใกล้เคียงกับสารสกัดจากเมล็ดองุ่น

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.54  นายบวร บุตรดีสิงห์ นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะทีมงานโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอัดเม็ดจากสารสกัดเปลือกหุ้มเม็ดมะขาม เปิดเผยว่า คณะนักวิจัยฯ ที่มี ผศ.ดร.ทรงวุฒิ ยศวิมลวัฒน์ หัวหน้าศูนย์บริการวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ได้นำเปลือกหุ้มเม็ดมะขามมาทำการวิจัย โดยเลือกสายพันธุ์ของเม็ดมะขามที่ปลูกในจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แก่ มะขามหวานพันธุ์สีทองหนัก มะขามหวานพันธุ์สีทองเบา มะขามหวานพันธุ์ศรีชมพู มะขามหวานพันธุ์ขันตี และมะขามพันธุ์เปรี้ยวยักษ์ มาทำการสกัดตรวจวิเคราะห์ทางเคมี เพื่อหาคุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระ

          เนื่องจากสารที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันจะพบมากในส่วนเมล็ดของพืช ซึ่งในต่างประเทศมีการศึกษาพบว่า เปลือกเม็ดมะขามมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ทีมวิจัยจึงได้เลือกศึกษาเปลือกเม็ดมะขามของไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือจากการบริโภค มีราคาถูก เหมาะสมที่จะนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จากการศึกษาพบปริมาณสารประกอบฟีนอลลิกที่มีความแตกต่างกัน แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ คณะผู้วิจัยจึงเลือกใช้เม็ดมะขามโดยไม่ระบุสายพันธุ์  

          นายบวร กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ได้เริ่มจากการสกัดด้วยเอทานอลความเข้มข้นร้อยละ 70 ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง สารสกัดที่ได้จะถูกนำมาระเหยตัวทำละลายออกด้วย เครื่องระเหยแบบลดความดัน ซึ่งร้อยละผลได้ของสารสกัด คิดเป็น 22.31 โดยน้ำหนัก จากนั้นนำสารสกัดมาวิเคราะห์หาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในสารสกัดด้วยวิธีฟอลินซิโอแคลตู (Folin-ciocalteu method) เทียบกับสารมาตรฐานกรดกอลลิก (Gallic acid) พบว่ามีค่าสารประกอบฟีนอลิกเทียบเท่ากับกรดกอลลิก (GAE) 748 มก. ต่อ ก. ของสารสกัด เมื่อวิเคราะห์หาฤทธิ์ต้านออกซิเดชันด้วยวิธีดีดีพีเอช (DPPH Method) พบว่าสารสกัดเปลือกหุ้มเม็ดมะขามมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันที่ดีกว่าวิตามินอี 3.14 เท่า ซึ่งค่าความเข้มข้นที่สามารถยับยั้งอนุมูลอิสระได้ร้อยละ 50 (IC50) เท่ากับ 53.42 ไมโครกรัม ต่อ มิลลิลิตร สูงเทียบเท่าสารสกัดจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากต่างประเทศ

          ส่วนการพัฒนาตำรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทีมวิจัยใช้วิธีตอกอัดเป็นเม็ด โดยพบว่าสูตรตำรับที่ดีที่สุดประกอบด้วย ผงสารสกัดเปลือกหุ้มเม็ดมะขาม 300 มก. , แลกโตสแอนไฮดรัส ร้อยละ 20 , ไมโครคริสตอลลีนเซลลูโลส ร้อยละ 20 , พอลีไวนิลไพโรลลิโดน ร้อยละ 0.0013 , คลอสคาร์เมลโลสโซเดียม ร้อยละ 3 , ทัลคัม ร้อยละ 2 , แมกนีเซียมสเตียเรต ร้อยละ 0.5 การคำนวณขนาดการรับประทานต่อเม็ดนั้นอ้างอิงจากจากฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของวิตามินอี โดยเทียบจากผลการทดลองหาฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของสารสกัดเปลือกหุ้มเม็ดมะขามพบว่า มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันที่ดีกว่าวิตามินอี 3.14 เท่า จึงคำนวณขนาดการรับประทานของผลิตภัณฑ์เม็ดสารสกัดเปลือกหุ้มเมล็ดมะขาม ต่อวันมีค่าเท่ากับ 85.50 - 341.98 มก.ต่อวัน โดยผู้วิจัยเลือกขนาดรับประทานต่อเม็ด (Dose) เป็น 300 มก. เนื่องจากจะสามารถรับประทานได้ง่ายเพียงวันละ 1 เม็ด ทำให้เกิดความสะดวกในการรับประทาน

          "สารสกัดจากเปลือกหุ้มเม็ดมะขามมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันที่สูงมากใกล้เคียงกับสารสกัดจากเมล็ดองุ่น การวิจัยครั้งนี้จึงเป็นแนวโน้มที่ดีในการพัฒนาตำรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นำพืชพื้นบ้านของไทยมาใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพ ซึ่งควรมีการศึกษาความคงสภาพของผลิตภัณฑ์เม็ดสารสกัดเปลือกหุ้มเม็ดมะขามก่อนนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอสิระซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพในตลาด ส่งผลให้มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทดังกล่าวได้รับความนิยมสูงแต่ส่วนใหญ่กลับเป็นสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาแพง ขณะที่พืชพื้นบ้านของไทยมีความหลากหลายและมีจำนวนมากแต่กลับไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ เช่นเปลือกหุ้มเม็ดมะขาม"

 

 

.......................................................

(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว - แฟ้มภาพข่าว)