ไลฟ์สไตล์

เด็กไทยน่าห่วง!เสี่ยงมีพฤติกรรมเร่าร้อน

เด็กไทยน่าห่วง!เสี่ยงมีพฤติกรรมเร่าร้อน

21 ธ.ค. 2554

ห่วงเด็กไทยมีพฤติกรรมเร่าร้อน แจงเหตุพื้นที่เสี่ยงในสังคมมากขึ้น ขาดการส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างมีระบบ มีเหตุมีผล ส่งผลกระบวนการคิดทางสมองด้อยลงในทุกด้าน พร้อมฝากรัฐบาลให้ความสำคัญสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ทุ่มเททุ่มทุนส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชน สตรี ผู

              21 ธ.ค.54 นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวภายในงานโครงาการ “ร่วมปัน แบ่งใจ สู่สายใยเด็กและสตรี” ครั้งที่ 1 จัดโดยกลุ่มเครือข่ายนักธุรกิจสกุลอมาตยกุล มูลนิธิเพื่อนหญิง และมูลนิธิพทักษ์สิทธิเด็ก พร้อม 22 มูลนิธิองค์กรสาธาณประโยชน์ในประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญและกล่าวถึงพฤติกรรมเด็กและเยาวชนที่เรียกว่า Hot cognition หรือพฤติกรรมเร่าร้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลต่อกระบวนการคิดทางสมองที่จะด้อยลงในทุกด้าน

              ทั้งนี้ โดยสาเหตุทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมดังกล่าวมาจากสิ่งแวดล้อมที่มีแต่พื้นที่เสี่ยง หรือพื้นที่สีเทา  ไม่มีการส่งเสริมกระบวนการคิดการจัดการให้เด็กและเยาวชนคิดอย่างเป็นระบบและคิดอย่างมีเหตุและผล  สุขุม เยือกเย็น มีสติในการตัดสินใจ ซึ่งแนวทางที่จะป้องกันการเกิดพฤติกรรมเร่าร้อน คือการส่งเสริมกระบวนการคิดและทำงานอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมที่เน้นการมีส่วนร่วม

              นอกจากนี้ การให้เด็กคิดเองทำเองยังไม่เพียงพอ แต่ต้องมีระบบพี่เลี้ยงเพื่อส่งเสริมเรื่องการมีใจเป็นมิตร และการมีแบบอย่างที่ดี ทั้งนี้ช่วงวัยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมเร่าร้อน คือ ช่วงปฐมวัย ซึ่งหากช่วงนี้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาที่ดีก็จะส่งผลต่ออีกวัยที่จะเพิ่มความรุนแรงขึ้นคือ ช่วงวัยรุ่น

              “ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม หรือเรียกได้ว่า ไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่ทุ่มเททุ่มทุนในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชน สตรี ผู้พิการ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน  เพราะเรื่องนี้ ไม่ได้เห็นผลชั่วพริบตา ทำให้รัฐบาลมุ่งแต่จะสร้างภาพในทันทีมากกว่า ซึ่งหากมีการให้ความสำคัญและมีกระบวนการจัดการพัฒนาที่ดีตั้งแต่ในอดีต เยาวชนชุดเดิมที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในขณะนี้ก็คงไม่ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเกิดปัญหามั่วซั่วในเวลานี้ อีกทั้งคณะกรรมการคุ้มครองเด็กระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการเป็นประธาน จังหวัดส่วนใหญ่มีการประชุมน้อยมาก ปีละครั้งหรือบางจังหวัดไม่มีการประชุมเลย และการทำงานของคณะกรรมการก็เน้นแต่เรื่องการตามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไปแล้ว หากประเทศใดไม่ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนเท่ากับเป็นทำลายประเทศ  ” นพ.สุริยเดว กล่าว

              ด้านนายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้น นอกจากเกิดความเสียหายทางกายภาพ ยังส่งผลให้เกิดปัญหาการว่างงาน การดำรงชีวิต การสูญเสียชีวิต การพลัด พราก กระทบถึงภาวะทางอารมณ์ จิตใจ ความเครียด ที่ตามมาด้วยความรุนแรงรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้การให้ความช่วยเหลือ ไม่ใช่เพียงนำเงินไปให้ แต่ต้องมีกระบวนการดูแลถึงจิตใจ รวมถึงส่งเสริมบทบาทประชาชน ชุมชนให้พึ่งตนเอง