ไลฟ์สไตล์

เปิดศูนย์วิจัยเห็ด 'หลินจือ' ม.แม่โจ้

เปิดศูนย์วิจัยเห็ด 'หลินจือ' ม.แม่โจ้

20 ธ.ค. 2554

เปิดศูนย์วิจัยเห็ด 'หลินจือ' ม.แม่โจ้ ชู 'จี 2' สรรพคุณทางยา-ผลผลิตสูง โดย...สุรัตน์ อัตตะ

                    อาจกล่าวได้ว่า "เห็ดหลินจือ" ถือเป็นสมุนไพรขั้นเทพ มีสรรพคุณทางยาที่หลากหลาย สามารถรับประทานได้ทันที จนมีบริษัทผลิตเครื่องสำอาง บริษัทผลิตเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ตลอดจนในวงการเภสัชแพทย์ ก็นำเห็ดชนิดนี้มาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตตัวยาที่สำคัญมากมาย ขายได้ราคาดี มีความต้องการของตลาดสูงมาก แต่ที่ผ่านกระบวนการผลิตกลับมีปัญหา ดูแลรักษาไม่ง่าย หากขั้นตอนดำเนินการไม่ถูกวิธี

                    ด้วยเหตุนี้ทำให้คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดย อาจารย์ปรีชา รัตนัง จากภาควิชาพืชผัก ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเห็ด และทีมงานได้ทำการวิจัย "เห็ดหลินจือ" มาตั้งแต่ปี 2537 จากนั้นก็นำไปส่งเสริมเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยแม่โจ้ก็ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลทางวิชาการ เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมสำหรับผู้สนใจ ก่อนนำความรู้ที่ได้ไปทดลองปฏิบัติจริง 

                    ส่วนขั้นตอนการผลิตนั้น อาจารย์ปรีชาบอกว่า วิธีการเหมือนการเพาะเห็ดทั่วไปจะต่างกันตรงที่การสร้างโรงเรือน หลังคาต้องมุงด้วยหญ้าคาหรือแฝก เพื่อป้องกันความร้อนในโรงเรือนมากเกินไป ซึ่งปกติจะอยู่ที่ 22-25 องศาเซลเซียส ยิ่งอุณหภูมิสูงเห็ดจะดูดน้ำจากถุงออกมาคาย ทำให้ถุงจะเบาและแห้งไว ทำให้เห็ดรุ่นต่อไปดอกจะเล็ก โดยรดน้ำวันละรอบก็พอและจะต้องราดลงบนพื้นเท่านั้นเพื่อทำให้เกิดความชื้นสัมพัทธ์จากระเหย แต่จะไม่ฉีดบริเวณก้อนเชื้อเพื่อป้องกันโรคราเขียว ศัตรูตัวฉกาจของเห็ดหลินจือที่จะเกิดกับดอกเห็ด 

                    "ที่นิยมตอนนี้คือพันธุ์จี 2 ของกรมวิชการเกษตร ซึ่งมีสรรพคุณทางยาสูงสุดและให้ผลผลิตสูง ระยะเวลาการให้ผลผลิตตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงออกดอกแรกใช้เวลา 50 วันหลังจากนั้นนับไปอีก 40 วันจึงจะเก็บเห็ดออกดอกแรกได้ ถ้าเป็นเห็ดทั่วๆ ไปปกติ 3 วันก็เก็บได้แล้ว แต่เห็ดตัวนี้จะพัฒนาการไปเรื่อยๆ ในแต่ละก้อนจะได้แค่ดอกเดียวจะดีที่สุด หลังจากเก็บดอกแรกจะออกดอกอีก 2 รอบ จึงจะทำลายก้อนทิ้งเพื่อใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยหมักต่อไป"

                    หัวหน้าทีมวิจัยเห็ดอธิบายถึงขั้นตอนการแปรรูปเห็ดหลินว่า หลังจากเก็บเห็ดสดจากโรงเรือนก็นำมาผ่านกระบวนการอบแห้ง พาสเจอไรเซชัน ด้วยอุณหภูมิ 67-70 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมงเพื่อให้น้ำมันหอมระเหยในตัวเห็ดแตกออกมาทำให้เกิดความหอม จากนั้นเมื่อแห้งแล้วก็จะนำไปฝานเป็นชิ้นๆ นำไปต้มประมาณ 5 ชิ้นหรือ 5 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตรแล้วนำน้ำนั้นมาบริโภคต่อไป

                    "แนะนำให้ไปต้มในหม้อดินหรือกาต้มน้ำ เมื่อเดือดแล้วให้ยกออกทันที อย่าต้มซ้ำ กากอาจจะยังไม่ทิ้ง วันที่ 2 ก็ใส่ชิ้นใหม่ลงไปจนจะล้นกาก็ควรจะเปลี่ยนแล้วชิ้นที่ต้มแล้วไม่ควรนำมาใช้อีก เพราะสารละลายจะหมดแล้ว นี่คือขั้นตอนก่อนนำมาบริโภค ปัจจุบันราคาเห็ดหลินจือสำเร็จรูปในท้องตลาดมีจำหน่ายอยู่ที่ 1,500-2,000 บาทต่อกิโลกรัม แต่ถ้าเป็นสปอร์อยู่ที่กิโลละ 1 หมื่น"

                    อาจารย์ปรีชา ยังมองถึงอนาคตเห็ดหลินจือว่า การตลาดน่าจะไปได้ดีหลังกระแสโลกสุขภาพมีความตื่นตัวมากขึ้น เนื่องจากเป็นสมุนไพรที่ไม่ใช่สารสกัด ไม่ใช่สมุนไพรสารสังเคราะห์ จึงมีผลข้างเคียงน้อย ที่สำคัญในวงการอุตสาหกรรมประทินความงาม ผลิตเครื่องดื่มบำรุงกำลัง รวมทั้งในเรื่องเภสัชทางการแพทย์ได้ให้ความสนใจเห็ดตัวนี้มากขึ้นตามลำดับ

                     "ขณะนี้มีหลายโรงพยาบาลที่นำเอาเห็ดหลินจือมาสู่กระบวนการเภสัชทางการแพทย์ หรืออย่างศูนย์โครงการส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชินีนาถ ที่เมืองอาย ก็ทดลองเห็ดตัวนี้ร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาฯ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยผมเป็นส่วนหนึ่งในการไปดูแลภาคการผลิต" อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเห็ดคนเดิมกล่าว

                     เห็ดหลินจือพันธุ์จี 2 นับเป็นสุดยอดสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาและมีความต้องการของตลาดสูง สนใจเยี่ยมชมขั้นตอนการผลิตเห็ดหลินจือ ณ ศูนย์เรียนรู้เห็ดครบวงจร ม.แม่โจ้ โทร.08-1386-0590 อาจารย์ปรีชา รัตนัง ยินดีให้คำแนะนำอย่างละเอียด

-----------------------------------------------
(เปิดศูนย์วิจัยเห็ด 'หลินจือ' ม.แม่โจ้ ชู 'จี 2' สรรพคุณทางยา-ผลผลิตสูง โดย...สุรัตน์ อัตตะ)