
มองความงามสตูลในคฤหาสน์กูเด็น
ศิลปวัฒนธรรม : มองความงามสตูลในคฤหาสน์กูเด็น
อาจจะเป็นเพราะที่ผ่านๆ มา การเดินทางสู่จังหวัดสตูล ถูกดึงดูดด้วยมนต์เสน่ห์ของเกาะแก่งต่างๆ กลางโพ้นทะเล เรื่องราวที่น่าสนใจบนชายฝั่งจึงถูกลืมเลือนไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะเรื่องของ "พระยาภูมินารถภักดี" อดีตเจ้าเมืองผู้มีความสามารถปราดเปรื่องทั้งในเรื่องการปกครองและปกป้องสมบัติของชาติจนพ้นจากเงื้อมมือนักล่าอาณานิคม
ตามคำบอกเล่าของ "พี่หมวย" อดีตพยาบาลเจ้าของกิจการรีสอร์ตบนเกาะหลีเป๊ะที่เจอกันโดยบังเอิญ บอกเล่าเรื่องราวบางช่วงบางตอนของอดีตเจ้าเมืองสตูลที่เธอได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงไม่ปิดปังความภาคภูมิใจให้ฟัง...."ในยุคที่อังกฤษออกล่าอาณานิคม พระยาภูมินารถภักดี จะคอยกำชับให้ชาวเรือที่อาศัยอยู่บนเกาะตะรุเตา อาดังราวี และ หลีเป๊ะ ว่าหากมีคนมาถามเกาะนี้เป็นของใคร ก็ให้ตอบว่าเป็นของสยาม ฝรั่งพวกนั้นก็พากันไปที่อื่น..ถ้าไม่มีเจ้าเมืองสตูลผู้นี้ ป่านนี้เกาะแก่งต่างๆ เป็นของประเทศมาเลเซียเหมือนเกาะลังกาวีไปแล้ว"
และทั้งที่ตามหมายกำหนดการเดิมตามคำเชื้อเชิญของ จรัญ ชื่นในธรรม ผอ.การท่องเที่ยวจังหวัดตรัง ให้เข้าร่วมงาน "เปิดฟ้าอันดามัน..สวรรค์สตูล" และร่วมลัดเลาะเยี่ยมเยือนเกาะแก่งต่างๆ แล้วเราจะมุ่งสู่จังหวัดตรัง ทว่าก็มีเหตุบังเอิญให้การเดินทางครั้งนี้มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับ "พระยาภูมินารถภักดี" มากขึ้น
เครดิตของ "พระยาภูมินารถภักดี" สำนักเขียนชื่อว่า "ดวนกู บาฮุดดิน บินกูแมะ" บ้างก็เรียก "ตนกู บาฮารุดดิน บินกูแมะ" ส่วนชาวบ้านเรียก "โต๊ะกูเด็น" ใช่ว่าแค่ความโดดเด่นทางด้านการปกป้องแผ่นดินสยามให้พ้นจากเงื้อมมือฝรั่งผู้คลั่งการไล่ล่าอาณานิคมเท่านั้น ทว่าด้วยความรู้ความสามารถของเจ้าเมืองสตูล หรือ นครสโตย (ภาษามลายู) ยังส่งผลให้หัวเมืองเล็กๆ ในยุคนั้นมีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจมากจนได้รับการขนานนามว่า "นัครีสะโตยมัมบังสการา" แปลว่า สตูลเมืองแห่งพระสมุทรเทวา จนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ดำรงยศเป็นหลวงอินทรวิชัย พระยาอินทรวิชัย และ มหาอำมาตย์ตรี พระยาภูมินารถภักดี ตำแหน่งสุดท้าย จึงนับว่าเป็นเจ้าเมืองคนแรกที่มิได้สืบเชื้อสายเจ้าเมืองสตูลเดิม
อีกหนึ่งผลงานของ "โต๊ะกูเด็น" ที่ฝากไว้ให้ลูกหลาน แขกบ้านแขกเมือง ได้ประจักษ์ในสายตาจวบจนกระทั่งวันนี้ คือ "คฤหาสน์กูเด็น" ซึ่งถูกก่อร่างสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 คราวเสด็จปักษ์ใต้แต่ก็ทรงมิได้พักแรม ต่อมาท่านเจ้าเมืองจึงปรับใช้ให้เป็นบ้านพักและศาลาสำหรับราชการในคราวเดียวกัน ครั้นกาลเวลาผ่านเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 2454) อาคารหลังดังกล่าวถูกใช้เป็นกองบัญชาการทหารญี่ปุ่น และ ศาลากลางจังหวัดสตูล จวบจนกระทั่ง "กรมศิลปากร" เข้าบูรณะปรับปรุงและดำเนินการให้เป็น "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สตูล" ในเวลาต่อมา
"พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สตูล" หรือ "คฤหาสน์กูเด็น" ถึงจะผ่านวันเวลามาถึง 111 ปี ทว่าความสง่างามและความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมก่ออิฐถือปูนสองชั้น ผังอาคารสี่เหลี่ยมจัตุรัส หลังคาทรงปั้นหยา ตามแบบฉบับ "ชิโนโปรตุกีส" หรือ “โคโลเนียล” ยังคงมีให้เห็นอย่างแจ่มชัด โดยเฉพาะภายในซึ่งได้รับการจัดแบ่งพื้นที่ไว้สำหรับเอื้อนเอ่ยเรื่องราวของสตูลแก่ผู้ไปเยี่ยมเยือนมากถึง 10 ห้อง
"ไปลา...มาไหว้" ทำเนียมไทยๆ ไม่ได้มีไว้ให้แค่ท่องจำ ดังนั้นเมื่อไปถึงเคหะสถานเจ้าเมืองทั้งที จึงต้องมีพื้นที่สำหรับสักการะก่อนก้าวเข้าสู่ห้อง บ้านเจ้าเมือง ที่บริเวณบนชั้น 2 มีรูปปั้น "โต๊ะกูเด็น" เด่นสง่า ถัดไปฝั่งซ้ายจะได้เห็นได้รู้ถึงอัตชีวประวัติภูมิหลังก่อนจะมาเป็น "พระยาภูมินารถภักดี" ผู้สร้างตำนาน "คฤหาสน์กูเด็น" ไว้ให้ศึกษาหาความรู้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีการจัดพื้นที่แสดงแบบเครื่องเรือน ข้าวของเครื่องใช้และ ห้องรับแขกร่วมสมัย ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ตามรูปแบบเดิมๆ ในยุคสมัยที่ผู้เป็นเจ้าของเคยหยิบเคยใช้
ในขณะที่ห้องเรือนชานชาวบ้านสตูล ก็สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของชาวบ้าน ห้องวัฒนธรรมชาวไทยมุสลิมในสตูล จัดแสดงการละเล่นของชาวไทยมุสลิม ตู้หุ่นจำลองแสดงภาพโรงเรียนปอเนาะ พิธีการเข้าสุนัต หุ่นจำลองพิธีนิกะซ์(แต่งงาน) ที่เหลืออีก 2 ห้องก็ได้แก่ ห้องจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราว สำหรับใช้จัดแสดงนิทรรศการตามวาระ และ ชั้นดาดฟ้า ให้นักท่องพิพิธภัณฑ์ได้พักเหนื่อยพักขากับอาหารว่างและเครื่องดื่ม
สัมผัสความงามทางธรรมชาติของสตูลกันแล้ว คงจะดีไม่น้อยหากแวะเวียนไปเยือน "คฤหาสน์กูเด็น" สัมผัสความงามของน้ำใจรัก(ษ์)แผ่นดินของ "โต๊ะกูเด็น" ด้วย



