
'คอรับ...ฉัน ฉัน ไม่ขอรับ'
กิจกรรมวันต่อต้านการทุจริตสากล กระตุ้นและสร้างความตระหนักในการต่อต้านการทุจริตของเยาวชน
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.
"น่าเป็นห่วงที่สุด คือ กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีสัดส่วนสูงที่สุดคือ ร้อยละ 73.3 ในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี และร้อยละ 73.7 ในกลุ่มอายุระหว่าง 20-29 ปี มีทัศนคติอันตรายต่อการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย โดยให้เหตุผลว่า ผู้ใหญ่ในสังคมหลายคนมีหน้ามีตา ร่ำรวยมากมาย ก็มาจากการต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ
กิจกรรมวันต่อต้านการทุจริตสากล "คอรับ...ฉัน ฉัน ไม่ขอรับ" เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเพื่อกระตุ้นและสร้างความตระหนักในการต่อต้านการทุจริตของเยาวชน ซึ่งปัจจุบันพบว่าคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะยอมรับการทุจริตในสังคมมากขึ้น
ผลการสำรวจเกี่ยวกับการทุจริตที่ผ่านมา จำแนกตามช่วงอายุพบว่า ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีสัดส่วนสูงที่สุดคือ ร้อยละ 73.3 ในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี และร้อยละ 73.7 ในกลุ่มอายุระหว่าง 20-29 ปี มีทัศนคติอันตรายต่อการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย
โดยให้เหตุผลว่า ผู้ใหญ่ในสังคมหลายคนมีหน้ามีตา ร่ำรวยมากมาย ก็มาจากการต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ มีอำนาจทางการเมืองก็รับเงินซื้อขายตำแหน่ง จะก้าวหน้าได้เลื่อนชั้นยศเลื่อนตำแหน่งก็ต้องจ่ายเงินหรือเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้ผู้บังคับบัญชา และจะทำธุรกิจทำเลทองก็ต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น
นอกจากนี้ เมื่อจำแนกตามอาชีพพบว่า กลุ่มนักเรียนนักศึกษาก็ยังเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดเช่นกัน รองลงมาคือ กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน และค้าขายส่วนตัว โดยมีสัดส่วนร้อยละ 72.8 ร้อยละ 68.1 และร้อยละ 64.7 ตามลำดับ ที่ยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย
จากผลการสำรวจนี้ ถือเป็นภารกิจของพวกเราทุกคน โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษา เยาวชนต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ช่วยกันเปลี่ยนสัดส่วนที่แสดงอยู่นี้ แล้วทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถยอมรับได้กับพฤติกรรมการโกง หรือการทุจริตคอรัปชั่นในทุกรูปแบบ
ดังนั้น กิจกรรม "คอรับ...ฉัน ฉัน ไม่ขอรับ" จึงเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช. และ UNDP ให้ประชาชนในภาคส่วนต่างๆ กลุ่มเยาวชน นิสิต นักศึกษา หรือแม้กระทั่งนักการเมืองก็ตาม ที่อยู่ในบทบาทภาคประชาสังคมนั้น ได้มีโอกาส มีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยเจตนารมณ์ดังกล่าวนี้ ได้ถูกขยายความภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของขบวนการตรวจสอบ รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. ได้แก้ไขและดำเนินการไปหลายเรื่องแล้ว
โดยประการสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นประเด็นที่เราจะต้องคิดก็คือ จะทำอย่างไร? ถึงจะทำให้ปัญหาการทุจริตนั้นลดลงได้ ซึ่งทางแก้ไขที่สำคัญก็คือ นอกจากการแก้ไข เข้าปราบปราม จับคนผิดทำการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง มารับโทษตามกระบวนการทางกฎหมายแล้ว ในด้านกระบวนการทางสังคมนั้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องหามาตรการลงโทษ โดยเฉพาะผู้กระทำการทุจริตที่ยังไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้ แต่ก็ต้องสร้างยุทธการการลงทัณฑ์ทางสังคมให้เกิดขึ้น ซึ่งก็คือการวางมาตรการการกำหนดเอาผิดทางสังคม หรือที่เรียกว่า Social Sanction นั่นเอง
กลุ่มเยาวชน นิสิต นักศึกษา ที่จะเติบโตไปเป็นอนาคตของชาติจึงเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่สุด ที่จะก้าวออกไปสร้างพลัง ผลักดันในด้านภารกิจป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นให้ลดลงไปให้ได้ หลายทศวรรษที่ผ่านมา เราเห็นได้ว่าพลังของนิสิต นักศึกษานั้นเป็นพลังที่บริสุทธิ์ เป็นพลังที่ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝง เหมือนที่ในยุคสมัยหนึ่ง พลังของนิสิต นักศึกษา ก็เคยมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการต่อต้านรัฐบาล หรือระบอบที่มีการโกงกินบ้านเมืองมาแล้วหลายครั้ง แต่พลังนั้นก็เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่สามารถผลักดันอย่างต่อเนื่องได้ ซึ่งในอนาคตข้างหน้า ถ้าหากว่านิสิต นักศึกษา จากทุกคณะในทุกสถาบัน ในทุกสายวิชาการ จะได้เข้ามามีบทบาท ได้นำ ได้สั่งสมองค์ความรู้และองค์ประกอบต่างๆ ของปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น และร่วมเป็นกำลังสำคัญในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ แล้ว ก็เชื่อแน่นอนว่า สังคมไทยก็จะสามารถพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืนตลอดไป
สำนักงาน ป.ป.ช. มีภารกิจ และบทบาทหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นภารกิจด้านการป้องกัน ปราบปราม และการตรวจสอบทรัพย์สิน โดยในส่วนของภารกิจด้านการป้องกันนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ต้องเร่งสร้างให้เกิดขึ้น นั่นคือ ต้องเสริมสร้างทัศนคติและปลูกฝังจิตสำนึก ให้แก่ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคประชาชน นิสิต นักศึกษา รวมถึงการส่งเสริม สนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาท และมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตที่ครอบคลุมทุกมิติของสังคมให้มากขึ้น
ภารกิจด้านการป้องกันการทุจริต ที่สำนักงาน ป.ป.ช.ได้ดำเนินการในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็น ค่ายเยาวชนสัมพันธ์ ค่ายยุวพิทักษ์สาธารณสมบัติของแผ่นดิน กิจกรรมประกวดการพูด กิจกรรมการโต้วาทีระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ก็ล้วนแต่เป็นการเสริมสร้าง ปลูกฝังทัศนคติ และต้องการให้นิสิต นักศึกษา กลุ่มเยาวชนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม
ต่อยอดความดีงามของสังคมไทย รังสรรค์เรื่องความโปร่งใส ภายใต้หลักธรรมาภิบาล หรือการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีนั้น ให้ยืนยาวต่อไปในอนาคต



