ไลฟ์สไตล์

ปรับบ้านให้ปลอดภัยเพื่อผู้สูงวัยที่คุณรัก

ปรับบ้านให้ปลอดภัยเพื่อผู้สูงวัยที่คุณรัก

09 ธ.ค. 2554

ปรับบ้านให้ปลอดภัย เพื่อผู้สูงวัยที่คุณรัก : เนาวรัตน์ ชุมยวง : ศูนย์สื่อสารเพื่อสังคม

          วันวานยังเป็นเด็ก เพียงไม่นานก็แก่ อายุสังขารไม่เที่ยงแท้ ธรรมดาของมนุษย์ วันเวลาทำให้คนแก่ขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กกับผู้สูงอายุมีคล้ายคลึงกันคือ ต้องการความรักและเอาใจใส่ดูแล
 เด็กมีความน่ารัก ผู้คนมากมายต่างเอาใจใส่ดูแลประคบประหงม พอเริ่มหัดเดินพ่อแม่ก็คอยระวังทุกฝีก้าวไม่ให้ล้มเพราะห่วงกลัวได้รับบาดเจ็บ แต่เมื่อยามที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ที่แก่ชรา ภาพความรู้สึกอุ้มชูที่พ่อแม่เคยทำให้ กลับถูกลืมเลือนหายไป ทั้งที่จริงการหกล้มในวัยเยาว์เปรียบเป็นบทเรียนสำคัญ ของการเติบโตที่มั่นคง แต่การหกล้มในวัยชรานั้น อาจกลายเป็นจุดจบ หรือนำไปสู่ความทุกข์ทรมานของชีวิตแบบคาดไม่ถึง

คำถามคือ แล้วใครเล่าจะเป็นผู้จุดประกายการเอาใจใส่ดูแลผู้สูงวัยเหล่านี้

          ก่อนที่ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ในปี 2575 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย หรือ มส.ผส. ได้ทำการศึกษาวิจัย คิดค้นแนวทางปฏิบัติ ในการรองรับสังคมผู้สูงไว้ล่วงหน้า เริ่มตั้งแต่การพัฒนาด้านสุขภาพผู้สูงวัย การจัดหาอาชีพสร้างรายได้ แนวทางที่วางไว้เหล่านี้ เพื่อเป็นรากฐานการเลี้ยงดูคนชรา ในวันข้างหน้าที่จะมีเพิ่มสูงถึง 1 ใน 4 ของประชากร โดยภาครัฐตลอดจนชุมชนต่างๆ เริ่มตระหนักและนำร่องสู่การปฏิบัติ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง
 แต่แนวทางหนึ่ง ที่ยังไม่ได้รับการผลักดันสู่การปฏิบัติ ทำให้ต้องถูกหยิบยกมากล่าวถึงเป็นพิเศษ คือ แผนการปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ แผนนี้มีเป้าหมายลดอุบัติเหตุจากการ “หกล้ม” ที่พบได้บ่อยมากในผู้สูงวัย จนนำมาสู่การบาดเจ็บรุนแรง ถึงขั้นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือกระทั่งเสียชีวิต ในปีหนึ่งๆ มีผู้สูงวัยประสบอุบัติเหตุเป็นจำนวนมาก

          จากการสำรวจของสำนักงานสำรวจสุขภาพคนไทย ปี 2551-2552 พบว่า รอบ 6 เดือนมีจำนวนผู้สูงอายุไทย ราว 1 ใน 5 เคยประสบอุบัติเหตุหกล้มทั้งในและนอกที่พักอาศัย ที่พบมากคือหญิงสูงวัย มีอัตราส่วนการหกล้มในบริเวณบ้านมากกว่าผู้สูงวัยที่เป็นชายที่มักหกล้มนอกบ้าน ซึ่งสาเหตุของการหกล้มอันดับต้นๆ ของทั้งหญิงและชายสูงวัยนั้น คือ ลื่น สะดุดสิ่งกีดขวาง และเสียการทรงตัว

          รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุถึงสาเหตุปัญหาของการหกล้มในผู้สูงวัยไว้ว่า เมื่อมีอายุมากขึ้น ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบที่ไม่รู้ตัว ทั้งแง่กายภาพและสรีระ เช่น ความสูงที่จะลดลงเฉลี่ย 2-5 ซม. เตียงที่เคยนั่งนอนมาทั้งชีวิต วันหนึ่งลุกขึ้นมานั่งขอบเตียง ปรากฏว่าวางเท้าไม่ถึงพื้นเสียแล้ว ไหนจะเป็นชักโครก เก้าอี้ ก็จะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน ซึ่งอาจมีโอกาสพลาดหกล้มได้

          “แม้แนวคิดของการปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นมิตรกับผู้สูงวัย ดูเหมือนเริ่มจะได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น แต่ในแง่ของการปฏิบัติจริงๆ ยังน่าเป็นห่วง เพราะจากการสำรวจอาคารต่างๆ ทั่วประเทศ 4.8 หมื่นอาคาร จะมีอาคารที่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยอยู่เพียงร้อยละ 10 หรือ 4 พันอาคารเท่านั้น ประมาณการกันว่า พื้นที่สาธารณะไม่ว่าจะเป็นวัด ตลาด สวนสาธารณะ หรือแม้แต่โรงพยาบาลต่างๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุไม่ถึงร้อยละ 30 เท่านั้น”

          โดยเฉพาะในบ้าน สิ่งที่ควรดูแลเป็นพิเศษ คือ ห้องน้ำและราวบันได แสงสว่างต้องมีเพียงพอ ลดความลื่นที่มาจากพื้นที่ต่างระดับในบ้านให้มากที่สุด และควรมีราวจับเพื่อพยุงตัวติดไว้ด้วย ซึ่งหลักการในบ้านนี้ สามารถนำไปออกแบบอาคารนอกบ้าน ทั้งที่ว่าการอำเภอ วัด โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด ศูนย์การค้า

          การที่จะนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องทำได้ง่ายหากไม่ใช่ด้วยนโยบายของภาครัฐ ซึ่งอาจารย์ไตรรัตน์ ให้ข้อเสนอแนะว่า “ภาครัฐต้องมีการแก้ไขข้อกฎหมายที่มุ่งเน้นการออกแบบพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุ ไม่เพียงครอบคลุมเฉพาะอาคารที่อยู่อาศัย แต่ต้องรวมถึงถนนหนทางและยานพาหนะ โดยเสนอให้ภาครัฐประกาศเป้าหมายที่จะปรับอาคารส่วนราชการให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุทั่วทุกแห่ง”

          อีกแนวคิดคือ ควรมี “ภาษีกตัญญู” ให้บุตรหลานที่ลงทุนปรับปรุงบ้านเพื่อพ่อแม่ที่แก่เฒ่า ได้นำส่วนนี้มาหักลดหย่อนภาษีปลายปีได้ การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบประกันสังคมที่ควรให้เบี้ยบำนาญมาปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุ เปิดศูนย์จำหน่ายอุปกรณ์ปรับปรุงอาคารให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ

          “ที่สำคัญควรมีสถานที่ “ต้นแบบ” ในระดับชุมชน ล่าสุดเริ่มมีพื้นที่ต้นแบบให้เห็นเป็นตัวอย่าง โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พยายามผลักดันมา 2 ปี โดยสนับสนุนงบประมาณ ให้บ้านหลังละ 1 หมื่นบาท เพื่อพัฒนาเป็นบ้านต้นแบบ เช่น สถานที่ท่องเที่ยวพัทยาที่มีการปรับพื้นที่ทางลาดเลียบหาดบนถนนพัทยาสาย 1 หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต ทั้งยังมีโครงการประกวดบ้านต้นแบบที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ โดยทดลองดำเนินการที่รังสิต จ.ปทุมธานี และที่ จ.สิงห์บุรี บางส่วน” รศ.ไตรรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

          ทิศทางก้าวย่างสู่สังคมผู้สูงวัยของประเทศไทย สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ คือบทบาทของครอบครัวและชุมชน เพราะไม่ว่างานวิจัย หรือนโยบายภาครัฐใด ก็ไม่สามารถจะขับเคลื่อนได้ถ้าคนที่รับผิดชอบไร้ซึ่งจิตสำนึก

          ไม่มีใครอยากแก่ แต่วันหนึ่งสัจธรรมของโลกก็จะหมุนเวียนมาให้เราได้พบทุกคน หากวันนี้สังคมเริ่มปรับทัศนคติใหม่ ด้วยการมองไปข้างหน้า และหาหนทางแก้ไขก่อน ไม่ว่าจะก้าวสู่ยุคสมัยใด ความสุขและรอยยิ้มก็ยังคงไม่จางหายไปจากสังคมไทยของเรา