ไลฟ์สไตล์

สายน้ำพรากความทรงจำ

สายน้ำพรากความทรงจำ

08 ธ.ค. 2554

สายน้ำพรากความทรงจำ

          ขณะที่หลายพื้นที่เข้าสู่โหมดของการฟื้นฟูหลังจากเผชิญมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ อีกไม่น้อยยังต้องทุกข์ระทมเพราะระดับน้ำยังท่วมขัง อย่าง "บ้านพิพิธภัณฑ์" ซอยศาลาธรรมสพน์ 3 ย่านพุทธมณฑลสาย 2 จ.นครปฐม ของ เอนก นาวิกมูล นักวิชาการประวัติศาสตร์ และนักสะสมของเก่า จมน้ำมาตั้งแต่ต้นปลายเดือนตุลาคม จนถึงวันนี้แม้ว่าน้ำจะลดระดับลงพาให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ทว่าความจริงที่ยากจะทำใจยอมรับได้คือคราบความเสียหายสุดประเมินมูลค่าที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

          บ้านพิพิธภัณฑ์ ก่อร่างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2544 โดยสมาคมกิจวัฒนธรรม และเพื่อนที่มีความเชื่อว่า "เก็บเสียตั้งแต่วันนี้ อีกไม่นานก็เก่า" บ้านไม้ 3 ชั้นอัดแน่นไปด้วยข้าวของจัดแสดงอันสะท้อนวิถีชีวิตคนไทยในยุคเมื่อ 10-50 ปีก่อน ที่น่าสนใจคือไม่ได้มุ่งเก็บเพียงวัตถุโบราณเท่านั้น ยังมีของสะสม และของบริจาค โดยพื้นที่ชั้นล่างจำลองบรรยากาศร้านค้าย้อนยุคตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 อาทิ ร้านกาแฟ ร้านของเล่นเด็ก ร้านโชวห่วย ร้านยา ร้านหนังสือ บาร์เบอร์ ร้านทอง เป็นต้น

          เวลาแรมเดือนตั้งแต่ 27 ตุลาคมที่ระดับน้ำสูงกว่า 1.5 เมตรท่วมขัง หลังน้ำลดเหลือเพียง 30-40 ซม.เมื่อต้นเดือนธันวาคมเจ้าของบ้านเพิ่งจะเปิดเข้าไปสำรวจความเสียได้ สัมผัสแรกถึงกับผงะเพราะไม่คาดคิดว่าข้าวของนับร้อยชิ้นที่มั่นใจด้วยการขนขึ้นที่สูงจากระดับพื้นพิพิธภัณธ์ถึงกว่า 1 เมตรจะล้มระเนระนาดเสียหายได้เพียงนี้ เสมือนสายน้ำได้พรากความรักและความทรงจำเมื่อครั้งอดีตให้สูญสลายไปเพียงพริบตา

          "ทันทีที่รู้ข่าวว่าเขื่อนมหาสวัสดิ์จะแตกและน้ำจะเข้าท่วมย่านพุทธมณฑลสาย 2 ก็นัดกันมาช่วยยกของ ทำเท่าที่ทำได้เพราะของกระจุกกระจิกเยอะมาก ก็เตรียมทำใจว่าบ้านพิพิธภัณฑ์ต้องไม่รอดแน่ แต่ยังอุ่นใจที่อย่างน้อยตัวบ้านก็ยกพื้นสูงจากถนนในซอยราว 60 ซม.แต่ผิดคาด เราประมาทไหม ส่วนหนึ่งเราไม่รู้จักพลังน้ำมากกว่าเลยประเมินไม่ได้ว่าจะเข้าบ้านแค่ไหน และไม่คิดว่าจะเร็วและสูงขนาดนี้ อย่าว่าแต่เราเลย หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบที่น่าจะรู้ก็อย่างที่เห็น เหมือนรัฐบาลหลอกเราให้อุ่นใจ" เอนก เล่าความรู้สึกปนหดหู่

          ความเสียหายเท่าที่สำรวจได้หากตีราคาเป็นมูลค่าทางวัตถุก็พอจะชดเชยได้ ทว่ามูลค่าทางใจนั้นสุดประเมินราคา ด้วยหลายต่อหลายชิ้นเป็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อยซื้อหาไม่ได้แล้วในยุคนี้ อย่างหนังสือเก่ากองเป็นตั้งๆ เปื่อยยุ่ย รถจักรยานยนต์โบราณยี่ห้อฮอนด้าอายุกว่า 40 ปีถูกสนิมกัดกร่อนทั้งคัน ตู้เพลงเก่าที่มีน้ำหนักมากขนย้ายหนีน้ำลำบาก ตำรากฎหมายและหนังสือแบบเรียนที่คุณปู่มอบให้ แม้กระทั่งกบเหลาดินสออันเล็กๆ สำคัญกว่านั้นข้าวของส่วนใหญ่มาจากการบริจาค เมื่อดูแลรักษาไม่ได้ก็เหมือนกับผิดคำมั่นสัญญาที่ให้กันไว้

          "เสียดาย...ทำไมถึงเสียหายร้ายแรงขนาดนี้ รัฐบาลที่บริหารจัดการน้ำถือว่าแย่สุดๆ เพราะไม่ใช่น้ำท่วมตามธรรมชาติ มันมีเวลาเตรียมตัวเสียงบเป็นล้านๆ กับคนจัดการเพียงหยิบมือเดียว รัฐบาลและนักการเมืองต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ ปกติงานด้านศิลปวัฒนธรรมรัฐเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจอยู่แล้ว ถ้าใส่ใจต้องมีพื้นที่รอบรับใหญ่โต พอเสียหายแล้วจะดูแลกันอย่างไร อย่างพิพิธภัณฑ์เราเป็นเอกชนปกติงบสนับสนุนก็ไม่มีเราต้องหารายได้เอง จะมีบ้างก็สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เจียดมาให้ครั้งเดียว เป็นพิพิธภัณฑ์ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนโดยแท้" นักวิชาการประวัติศาสตร์ กล่าว

          ด้าน ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ นายกสมาคมกิจวัฒนธรรม ที่มาช่วยทำความสะอาด บอกว่า แทนที่จะได้เดินหน้าต่อต้องเสียเวลามานั่งจัดเก็บขัดล้างเช็ดถู หลังจากข่าวแพร่ออกไปตอนนี้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมได้ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อเข้ามาสอบถามเพื่อประเมินความเสียหายบ้างแต่คงต้องใช้เวลา ซึ่งแผนที่จะฟื้นฟูต่อไปคงต้องติดต่อหาที่ทางเพื่อขนย้ายข้าวของไปพักไว้ คร่าวๆ ที่มีการพูดคุยน่าจะเป็นที่ ม.มหิดล ศาลายา จากนั้นต้องยกเครื่องใหม่หมด ตั้งแต่พื้น ผนัง ตู้ โต๊ะ เพราะบวมเปื่อยจากน้ำท่วมเป็นเวลานาน รวมถึงต้องรื้อระบบไฟ และที่เป็นห่วงมากคือเรื่องความชื้นและเชื้อราที่จะกินลึกขึ้นไปถึงชั้น 2 และ 3 ของพิพิธภัณฑ์ อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาบูรณะไม่ต่ำกว่า 6 เดือนจึงจะกลับมาเปิดให้บริการได้

          อย่างไรก็ตาม เอนก แสดงความหวังว่า ลมหายใจของพิพิธภัณฑ์ยั่งยืน เพราะสิ่งของเหล่านี้ถ้าเอกชนไม่เก็บรัฐบาลก็ไม่สนใจเก็บ สิ่งที่เห็นนอกจากจะสะท้อนถึงวิถีของคนไทย สามารถค้นคว้าต่อยอดความรู้ รวมถึงเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ ที่ทุกวันนี้เมืองไทยยังขาดแคลนอยู่มาก...