ไลฟ์สไตล์

คนหาปลาในเมืองหลวง

คนหาปลาในเมืองหลวง

04 ธ.ค. 2554

สนามเรื่องสั้น-สั้น : คนหาปลาในเมืองหลวง : เอนก สุกใส

          ไม่รู้ว่าอุทกภัยครั้งนี้จะกินเวลาอีกสักกี่วัน แต่ความฝันของชายหาปลาตอนนี้คือ การหาปลาให้ได้มากที่สุด มีหลายสิ่งหลายอย่างปะปนมากับสายน้ำ มีทั้งน้ำดีและน้ำเน่า ทั้งขยะและเชื้อโรคปะปนมากันจนแยกแยะไม่ออก มันไหลบ่ามาจากทางเหนือค่อยๆท่วมมาเรื่อยตั้งแต่ภาคกลางตอนบนจนมารวมกันที่กรุงเทพ ซึ่งอาจจะโดนน้ำท่วมนานเป็นเดือน หลายที่ของเมืองหลวงกลายเป็นเมืองบาดาล ถนนหลายสายถูกน้ำท่วมขึ้นมาจนเรือสามารถวิ่งบนถนนได้     

          ตั้งแต่เช้าแล้วที่เขายืนทอดแหอยู่บนฟุตบาท เขาไม่มีความวิตกกังวลมากดังเช่นคนอื่นที่มายืนออดูระดับน้ำอยู่บนสะพาน มีปลาว่ายเข้ามาบนพื้นถนนที่มีน้ำเอ่อท่วมล้นมาจากลำคลองที่ระบายน้ำไม่ทัน ถนนสายนี้มีความสูงกว่าบริเวณชุมชนบ้านเรือนที่ชาวบ้านอยู่ จนชาวบ้านบางคนที่มีบ้านชั้นเดียวต้องอพยพขนที่นอนทิ้งบ้านเรือนมาอาศัยกางเต็นท์อยู่บนพื้นผิวที่น้ำท่วมไม่ถึง พื้นที่สูงๆ และอาคารอเนกประสงค์กลายเป็นศูนย์พักพิงของผู้คนอพยพไปโดยปริยาย ส่วนเขามีพื้นเพของเป็นคนต่างจังหวัด ทรัพย์สินไม่มี อาชีพของเขาคือขายแรงงานและไร้ลูกเมีย หากมีความสามารถในการจับปลา ดูเขาไม่ได้เดือดร้อนจากอุทกภัยครั้งนี้มากนัก ในยามปกติที่มีเวลาว่างเขามักจะเดินไปตามคูคลองใช้แหทอดจับได้ปลาตัวเล็กตัวน้อยมาทำกับข้าว ตอนนี้มีปลาตัวโตๆหลายตัวมากับสายน้ำเขาจึงเริ่มใช้แหจับปลาตั้งแต่เมื่อวาน

          เขาเริ่มมีปัญหากับชายผู้มีท่าทางกระตุ้งกระติ้งคล้ายผู้หญิง ปลาพวกนี้ไม่ได้เป็นของใคร แต่ผู้ชายคนนั้นบอกว่าปลาสวายเป็นฝูงนั้นอาศัยอยู่ในลำคลองแห่งนี้ เขามักซื้ออาหารหรือว่าขนมปังมาโยนให้มันจนพวกมันคุ้นเคย                                                                                     

          “น่าสงสารพวกปลาน้ำท่วมต้องกระเส็นกระสายเจอน้ำเน่ามาจากที่ไหนไม่รู้ แล้วยังต้องมาเจอคนใจร้ายไม่มีความสงสารเพื่อนร่วมโลก” ชายผู้มีจิตใจใฝ่หญิงบ่นกับชาวบ้านอีกคนหนึ่งที่มาสังเกตสถานการณ์น้ำท่วม“ถึงมันจะเป็นปลาแต่มันก็รักชีวิต น้ำก็ท่วมยังถือโอกาสซ้ำเติมพวกมัน”ชายคนนั้นยังบ่นต่อด้วยหางเสียงห้วนๆและจ้องมองไปที่ชายหาปลาอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นชายหาปลากำลังลากแหที่มีปลาสวายติดขึ้นมาด้วยสองสามตัวขึ้นมาปลดบนฟุตบาท

          “อย่าทำปลานั่นเลยพ่อคุณ ดูสิน่าสงสารมัน” เขาถลาเข้าไปอ้อนวอนกับชายหาปลาที่ทำทีเป็นไม่ได้ยิน พยายามก้มหน้าก้มตาปลดปลาของเขาต่อไป “ปลาตัวนี้ฉันเคยเลี้ยงเคยให้อาหารมัน คุณจะกินมันลงเหรอ” เขายืนเท้าสะเอวดูชายหาปลาแก้แหที่ติดปลาอยู่บนฟุตบาท

          “ไม่ให้ผมกินมันผมจะกินอะไรล่ะ น้ำท่วมมาสามวันแล้วนะ ผมไม่ได้มีเงินเหมือนคุณนี่นา ข้าวของก็แพงหูฉี่ พ่อค้าแม่ขายขูดกำไร ผมต้องทำเพื่อความอยู่รอด บ้านผมเป็นเพิงเล็กๆ ต่ำเตี้ยติดดินตอนนี้น้ำท่วมเกือบมิดแล้ว” ชายหาปลาอดไม่ได้ที่จะพูด เขาก็มีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น                                                                                                  

          “เอาไหม ฉันจะแลกปลาที่คุณจับได้หนึ่งตัวต่อปลากระป๋องหนึ่งกระป๋องตกลงไหม"

          ไม่มีคำพูดจากชายหาปลาที่ถูกยื่นข้อเสนอแปลกๆ ให้ ในขณะเดียวกันเขากลับมีท่าทีสีหน้าสับสน เมื่อเขานิ่งทำให้ชายที่ชื่นชอบการเขียนคิ้วทาปากถือโอกาสเดินลุยน้ำกลับเข้าบ้าน กลับออกมาพร้อมกับปลากระป๋องหลายยี่ห้อเต็มสองมือ มายื่นให้ต่อหน้า ชายหาปลาไม่ได้พูดอะไร นอกจากปล่อยปลาสวายที่มีอยู่สามสี่ตัวคืนสู่น้ำไป

          “คุณไม่ต้องกลัวหรอก ถึงน้ำจะท่วมหนักแต่เราไม่อดตาย รัฐบาลหน่วยงานของรัฐจะเอาถุงยังชีพมาแจกให้ ในนั้นมีของทุกอย่างที่จำเป็น ไม่ว่าอาหาร ยาหรือว่าไฟฉายเราไม่อดตาย เราไม่ต้องไปเบียดเบียนชีวิตสัตว์มันก็ประสบเคราะห์กรรมเช่นเดียวกับคน” เขาปล่อยคำพูดมากมายออกมาจากปากที่ทาด้วยลิปสติกสีสดท่ามกลางสายน้ำที่กำลังเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ 

          เกือบสองอาทิตย์แล้ว แต่ระดับน้ำยังไม่ลด ซ้ำมีฝนตกหนักสมทบกับน้ำเหนือและมีน้ำทะเลหนุน ทำให้น้ำท่วมหนักยิ่งกว่าเดิม ขณะที่ชายหาปลายังคงถือแหหาปลาเช่นเดิมทุกวัน ดูเหมือนว่าเขายิ่งจับปลาได้มากกว่าเดิม ขณะเดียวกันตอนนี้น้ำทะลักเข้าบ้านของชายห่วงสวยจนอยู่ในบ้านไม่ได้แล้ว ต้องขนทรัพย์สินไว้ชั้นบน ส่วนตัวเองต้องออกมาอาศัยอยู่บนที่สูง ทำให้เขาไม่ไปจุ้นจ้านหรือขอร้องอะไรจากชายหาปลาอีกต่อไปแล้ว เมื่อปลากระป๋องของที่กักตุนไว้เริ่มหมด ของอื่นๆ เช่น บะหมี่ซอง หรือไข่ที่ใช้แลกเปลี่ยนกับชีวิตปลาก็ใกล้หมด สถานการณ์ตอนนี้ของที่มีอาจจะไม่พอกินกลายเป็นคนลำบากกว่าพวกปลา เขาคาดผิด ยังไม่มีความช่วยเหลือจากใครเลย รัฐบาลและหน่วยงานมาช้ากว่าที่เขาคาด ตอนนี้เขามีท่าทีแย่และอ่อนเพลีย ต้องกังวลและห่วงเรื่องปากท้องของตัวเองจนไม่มีเวลาที่จะมาห่วงสวยหรือแต่งหน้า และต้องห่วงทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ที่บ้านทุกเช้าเย็น

          เขาจะเดินลุยน้ำสูงเกือบคอเข้าไปดูข้าวของบนบ้าน เขาเฝ้ารอให้เฮลิคอปเตอร์บินผ่านเพื่อทิ้งถุงยังชีพมาให้ หรือเงี่ยหูฟังเสียงเรือของคนมีจากหน่วยงานของรัฐที่ยังมาไม่ถึงสักที เขาเริ่มมีปัญหากับการเดิน เพราะเริ่มเป็นโรคน้ำกัดเท้าทั้งสองข้าง ชายหาปลาเริ่มมีพรรคพวกมากขึ้น และเป็นขวัญใจของคนในท้องถิ่น การจับปลาเริ่มเป็นเรื่องสนุกและจำเป็นในการหล่อเลี้ยงชีวิต คนในชุมชนสนับสนุนและช่วยหาปลามาทำอาหารแบ่งปันกันกินบริเวณที่อพยพ ส่วนเขานั้นทำใจไม่ได้หรอกที่จะกินปลาพวกนั้น ถึงแม้จะถูกเชื้อเชิญก็ตาม

          “ไม่มากินปลาด้วยกันเหรอเจ๊” หนึ่งในกลุ่มนั้นเชิญชวนเขา เขาได้แต่เมินไม่ยอมร่วมวงและเลี่ยงเดินลงน้ำ ตอนนี้มีข่าวแจ้งเตือนว่า มีพวกโจรที่ออกซ้ำเติมชาวบ้านออกขโมยของที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ เขาจึงต้องกลับไปดูทรัพย์สิน เขาจำใจเดินลุยน้ำที่เริ่มเน่าเหม็นมีขยะลอยน้ำระดับน้ำยังคงสูงเช่นเดิม จนเขาเริ่มกลัวในบางสิ่งทั้งเชื้อโรคและอาจมีสัตว์ร้ายอยู่ใต้บาดาล เขาเริ่มคิดอยากที่จะได้เรือไว้ใช้สักลำ เพราะรู้สึกไม่มั่นใจแต่ละก้าวที่เดิน ขณะที่เดินลงไปน้ำที่ลึกเกือบเท่าคอเสียงของกลุ่มชายหาปลาก็ดังฮือขึ้นในสิ่งที่ติดแหขึ้นมาได้

          “ไอ้เข้นี่มันลูกไอ้เข้ เฮ้ยฉิบหายแล้วมีลูกไอ้เข้หลุดมาจากฟาร์มไหนไม่รู้”

          เสียงนั้นทำให้เขาอดที่จะหันไปมองไม่ได้ ภาพที่เห็นคือไอ้เข้ตัวดำเมี่ยมยาวเป็นศอก ถูกคนในกลุ่มหาปลาชุลมุนมะรุมมะตุ้มจัดการกับไอ้เข้น้อยจนเริ่มมีไทยมุงเข้ามาดูเป็นกลุ่มใหญ่ ท่ามกลางคนหมู่มากเหมือนจะมีใครคนหนึ่งมองมาหาคนที่อยู่กลางน้ำและพูดขึ้น จนคนอยู่ในน้ำถึงกับเกิดอาการเสียววาบ

          “นี่มันแค่ลูกไอ้เข้ ระวังนะ แถวนี้มันอาจมีแม่ไอ้เข้โผล่มาตามหาลูกมัน”

 

 

สนามเรื่องสั้น-สั้น : คนหาปลาในเมืองหลวง : เอนก สุกใส