ไลฟ์สไตล์

ผลตรวจ14คนไทยกลับจากเม็กซิโกไม่พบไข้หวัด2009

ผลตรวจ14คนไทยกลับจากเม็กซิโกไม่พบไข้หวัด2009

04 พ.ค. 2552

"หมอไพจิตร์” ชี้นักเรียนไทยกลับเม็กซิโกไข้สูง แนวโน้มป่วยเป็นทอนซิลอักเซบ หลังให้ยาปฏิชีวนะไข้ลดลง แต่ต้องนำเข้าระบบเฝ้าระวัง พร้อมเผยยอดผู้สงสัยเข้าระบบเฝ้าระวังตั้งแต่ 28 เม.ย.- 3 พ.ค. มี 15 ราย เป็นไข้หวัดใหญ่ 10 ราย ที่เหลือ 5 ราย รอผลแลป ในจำนวนนี้เ

 ที่กระทรวงสาธารณสุข  เมื่อเวลา 17.30 น. นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ร่วมกับทีมนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และติดตามความคืบหน้า การดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 ว่า

ขณะนี้ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการในส่วนของนักเรียนที่เดินทางกลับจากเม็กซิโก 3 ราย ที่ยังอยู่ในห้องแยกผู้ป่วยเพื่อเฝ้าระวังโรคยังอยู่ระหว่างการตรวจยืนยัน ซึ่งคงต้องใช้เวลาเพื่อยืนยันผลให้ชัดเจนก่อน ซึ่งจากการหารือกับ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา นพ.ยง ภู่วรวรรณ ต่างเห็นตรงกันว่า แนวทางการตรวจผู้ป่วยเฝ้าระวังควรมีการส่งตัวอย่างเชื้อไปตรวจยังห้องแลปอื่นๆ อย่างน้อย 3 แห่ง เพื่อให้ผลการตรวจที่แน่ใจ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยที่ต้องยืนยันรายแรกจะต้องมีความชัดเจนมากที่สุด

  นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า นอกจากผลแลปแล้ว จะต้องใช้ข้อมูลทางระบาดวิทยามาประกอบการวินิจฉัยร่วมด้วย รวมถึงการตรวจร่างกายผู้ที่เข้าข่ายเฝ้าระวัง เช่นเดียวกับในช่วงที่เกิดการระบาดของโรคซาร์สและไข้หวัดนก และหากพบว่ามีผลที่สรุปยืนยันว่าพบเชื้อ จะต้องส่งตัวอย่างไปตรวจยังห้องปฏิบัติการระดับสากลอีกครั้งเพื่อยืนยัน ซึ่งมีทั้งหมด 4 แห่ง คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อังกฤษ และออสเตรเลีย
 
 “การที่ผลแลปยังไม่ออกมาตามที่ควรจะออกนั้น เป็นเพราะว่าขั้นตอนการตรวจบางครั้งอาจไม่ชัดเจน ทำให้ต้องมีการตรวจซ้ำ ซึ่งต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตามในส่วนผู้เข้าที่เข้าสู่ระบบการเฝ้าระวัง เป็นนักเรียนหญิงที่กลับเม็กซิโก มีอาการไข้สูง 38,5 องศาเซลเซียส แต่ขณะนี้ไข้ลดลงแล้ว เบื้องต้นจากการพูดคุยกับแพทย์ที่ทำการตรวจร่างกายและเก็บตัวอย่างเชื้อ เห็นว่าน่าเกิดจากทอนซิลอักเซบ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เพราะเมื่อปฏิชีวินะพบว่าอาการไข้ลดลง จึงไม่ต้องให้ยาโอเซลทามีเวียร์ แต่เมื่อกลับจากเม็กซิโกทำให้ต้องเข้าสู่ระบบการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ” รองปลัดกระทรวง กล่าว 
 
 นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาด องค์การอนามัยโลกรายงานตั้งแต่ 24 เมษายน ถึงเช้าวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 (ตามเวลาประเทศไทย) มีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 ทั้งหมด 18 พื้นที่ รวม 898 ราย เสียชีวิต 20 ราย ประกอบด้วย อเมริกาป่วย 226 รายใน 22 รัฐ เสียชีวิต 1 ราย เม็กซิโกป่วย 506 ราย เสียชีวิต 19 ราย ที่เหลืออีก 16 พื้นที่ไม่มีรายงานเสียชีวิต ได้แก่ แคนาดา 85 ราย สเปน 40 ราย สหราชอาณาจักร 15 ราย อิสราเอล 3 ราย นิวซีแลนด์ 4 ราย ออสเตรีย 1 ราย เยอรมนี 8 ราย เนเธอร์แลนด์ 1 ราย สวิสเซอร์แลนด์ 1 ราย เดนมาร์ก 1 ราย จีน (ฮ่องกง) 1 ราย ฝรั่งเศส 2 ราย เกาหลี 1 ราย คอสตาริกา 1 ราย ไอร์แลนด์ 1 ราย และอิตาลี 1 ราย
 
 สถานการณ์ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน-3 พฤษภาคม 2552 สำนักระบาดวิทยาได้รับรายงานผู้ป่วยในข่ายเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 สะสม 15 ราย ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นไข้หวัดใหญ่ทั่วไป 10 ราย อยู่ระหว่างการตรวจผลทางห้องปฏิบัติการอีก 5 ราย รายแรกเป็นหญิงอายุ 40 ปี ทำงานที่ด่านควบคุมโรคสนามบินสุวรรณภูมิ รายที่ 2 เป็นชายอายุ 47 ปี อยู่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ มีประวัติเดินทางกลับจากประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 24 เมษายน เริ่มป่วยวันที่ 3 พฤษภาคม ผลการตรวจเบื้องต้นเป็นลบทั้ง 2 ราย อีก 3 รายเป็นนักเรียนที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศเม็กซิโก พักสังเกตอาการอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร

  ผลการเฝ้าระวังผู้เดินทางเข้าประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิวานนี้ (3 พฤษภาคม 2552) ผ่านเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิทั้ง 6 จุด จำนวน 34,068 คน พบอุณหภูมิสูง 1 คน วัดซ้ำไม่มีไข้ ได้ให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพตนเองเป็นระยะ 7 วัน ผลการตรวจสะสมรอบ 6 วันที่ผ่านมา มีการตรวจวัดอุณหภูมิทั้งหมด 240,516 ราย ยังไม่พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1

ผลตรวจ14คนไทยกลับจากเม็กซิโกไม่พบไข้หวัด2009

เมื่อเวลา 18.30 น. นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข เปิดเผยถึงผลตรวจนักศึกษาและครูไทยที่เดินทางกลับจากเม็กซิโกจากห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ว่า ล่าสุดผลการตรวจได้ยืนยันแล้วว่า ทั้ง 14 คน ไม่พบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่อย่างใด รวมถึง 3 รายที่เฝ้าระวังในห้องแยกผู้ป่วยด้วย ซึ่งป่วยด้วยไข้หวัดธรรมดาทั่วไป ทั้งนี้คาดว่าอาจเกิดจากการเดินทางไกลจึงเกิดภาวะอ่อนเพลียและมีไข้ธรรมดา อย่างไรก็ตามทั้งหมดยังคงพักอยู่ในสถาบันบำราศนราดูรก่อน เพื่อเฝ้าติดตามอาการให้ครบ 24 ชม. ส่วนใครจะขอกลับบ้านอย่างไรก็แล้วแต่ความสมัครใจของแต่ละคน และเพื่อความสบายใจหากเลือกอยู่ใกล้แพทย์จะดีกว่า แต่สำหรับในรายที่ขอกลับบ้าน ทางกระทรวงสาธารณสุขจะให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวและดูแลตนเองที่บ้านว่าควรทำอย่างไร

 “ผลตรวจพีซีอาร์ขณะนี้ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นว่า ทุกคนปกติ และปลอดภัยแล้ว” รมช.สาธารณสุข กล่าว และว่า ส่วนในกลุ่มเด็กที่พักอยู่ในห้องแยกจะให้ออกมาได้หรือไม่นั้น คงต้องรอให้ ผอ.สถาบันบำราศนราดูรเป็นผู้สั่งการ

 นพ.มานิต กล่าวว่า ส่วนกรณีที่แพทย์ไม่ได้ให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามีเวียร์ตั้งแต่แรกกับผู้ป่วย เช่นเดียวกับช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกนั้น ในกรณีนี้เราควรเชื่อแพทย์และนักวิชาการ เนื่องจากหลายฝ่ายเกรงเรื่องการดื้อยาหากมีการให้ยาไปก่อนโดยไม่จำเป็น ดังนั้นจึงควรมีการวินิจฉัยอาการและโรคให้ชัดเจนก่อน