
มันสำปะหลังส่งออกจีนรุ่ง
ตลาดส่งออกมันสำปะหลังสดใส หลังจีนทาบสั่งเพิ่มจาก 2 แสนตันเป็น 3 แสนตัน ด้านเชียงใหม่อากาศแปรปรวน คาดผลผลิตส้มน้อย ทำรายได้ลดเหลือ 2.5 พันล.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.54 แหล่งข่าวจากสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สันนิบาตสหกรณ์ฯ ซึ่งมีบทบาทในการดำเนินการ ซื้อ-ขาย พืชสวน-พืชไร่ ด้านการเกษตรให้แก่สมาชิกในจังหวัดจันทบุรี ได้รับการประสานจากจีนในการขอซื้อมันสำปะหลัง โดยเฉพาะมันเส้นจากไทย ทั้งนี้เป็นการทำสัญญานำเข้านับตั้งแต่ปี 2554 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2555 โดยทางจีนมีความต้องการมันสำปะหลังจากไทยในปี 2554 มากกว่า 300,000 ตัน ขณะที่ปี 2553 มีการนำเข้า 200,000 ตัน ทั้งนี้ความต้องการมันสำปะหลังดังกล่าวสะท้อนว่า จีนมีความต้องการผลผลิตทางการเกษตรของไทยในระดับที่สูง
จากการติดตามความเคลื่อนไหวของผู้นำเข้าพบว่า ความต้องการมันสำปะหลังที่มีปริมาณมากดังกล่าว เป็นผลมาจากตลอด 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมผลิตเอทานอลในจีนมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันรัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญกับพืชที่สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้จีนมีความต้องการมันสำปะหลังจากไทยมากขึ้น ด้วยเป้าหมายคือ นำไปผลิตเป็นเอทานอล เพื่อใช้ในด้านพลังงาน ตามภาวะเศรษฐกิจของจีนที่ขยายตัว
"ในระยะเริ่มต้นฤดูการเก็บเกี่ยวมันปะหลังของปีนี้ หรือนับตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นมาจนถึงเดือนนี้ จีนได้ประสานมายังสหกรณ์เครดิตแห่งประเทศไทย ให้จัดหามันสำปะหลังส่งไปยังประเทศจีน ในปริมาณสูงถึงกว่า 300,000 ตัน ซึ่งความต้องการมันสำปะหลังไทยในปริมาณมาก ได้ส่งผลดีทางด้านราคามันเส้นที่จีนสั่งซื้อจากไทยด้วย โดยราคามันเส้นที่จีนสั่งซื้ออยู่ที่ กิโลกรัมละ 7 บาท หรือตันละกว่า 7,000 บาท มากกว่า ปี 2553 ถึงกิโลกรัมละ 2 บาท หรือตันละกว่า 2,000 บาท"
เชียงใหม่อากาศแปรปรวน คาดผลผลิตส้มน้อย ทำรายได้ลดเหลือ 2.5 พันล.
นายครรชิต ตติปาณิเทพ อดีตประธานชมรมสวนส้มฝาง , แม่อาย , ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัญหาโรคระบาดจากแมลงเมื่อปีก่อนทำให้แนวโน้มผลผลิตส้มจาก 3 อำเภอ จังหวัดเชียงใหม่ ออกสู่ตลาดอาจจะลดลงเหลือเพียง 80 ล้านกิโลกรัม จากปี 2551 มีผลผลิต 100 ล้านกิโลกรัม ขณะที่พื้นที่ปลูกจากเดิมมีประมาณ 120,000 ไร่ ลดลงเหลือเพียง 40,000 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเกษตรกรประสบปัญหาขาดทุน ทำให้มีการทิ้งสวนส้มเป็นจำนวนมาก จึงคาดว่ารายได้ที่เคยเข้าสู่พื้นที่ปีละ 3,000 ล้านบาท ในปีนี้อาจจะลดลงเหลือเพียง 2,000-2,500 ล้านบาทเท่านั้น แต่ราคาผลผลิตคละเกรด น่าจะไม่แตกต่างจากปีก่อน โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 20 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนั้น ปีนี้สภาพอากาศที่เกิดฝนตกชุกมากกว่าทุกปี ทำให้ผลผลิตส้มที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดในปีนี้อาจจะมีขนาดเล็กกว่าปกติ ซึ่งปีนี้ทางจีนได้ทยอยส่งผลผลิตเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว โดยจะเป็นส้มลูกขนาดเล็กบรรจุลงในแพคเกจพลาสติกขายในราคาเฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 30 บาท โดยปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่ามีจำหน่ายในราคาแพคละ 240 บาท บรรจุ 8 กิโลกรัม โดยมีวางขายเป็นจำนวนมากทั่วเชียงใหม่ และได้กระจายสินค้าไปขายทั่วประเทศไทยแล้ว ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อตลาดส้มไทยแต่ไม่มากนัก เพราะปีนี้ผลผลิตส้มไทยจะมีเข้าสู่ตลาด ค่อนข้างน้อย แต่ก็อยากขอให้คนไทยข่วยอุดหนุนซื้อส้มไทย ซึ่งจะมีคุณภาพสูงกว่า
"บรรยากาศการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในไร่ส้ม ที่เปิดบริการรองรับนักท่องเที่ยว 3-4 แห่งในปีนี้ พบว่าค่อนข้างเงียบ ทั้งที่เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว จากปกติทุกปี นักท่องเที่ยวจะเข้ามาในพื้นที่กันอย่างคึกคัก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า กลุ่มตลาดหลักเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่อาจจะประสบปัญหาน้ำท่วม จึงชะลอการเดินทางท่องเที่ยว"
................................
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)



