
'ม่อนทูเล' ทะเลหมอก สุดขอบตะวันตก
ชวนเที่ยว : 'ม่อนทูเล' ทะเลหมอก สุดขอบตะวันตก เรื่อง // ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์ www.oknation.net/blog/vickie
"ม่อนทูเล" ทิวเขาสูงชายขอบ ของ จ.ตาก ไม่มีอยู่ในสารบบแผนที่ เพราะเป็นชื่อที่ชาวบ้าน "แม่จวาง" ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ใช้เรียกขานยอดเขาสูงแห่งนี้ หรือในแผนที่ฉบับพิเศษระบุไว้ชื่อดอยปุยโต๊ะ (Pui To) พร้อมเลขกำกับระดับความสูง 1455 ม.รทก. ที่ดูจะสูงที่สุด สูงกว่ายอดเป้าหมายแรกที่เราคิดจะไปคือ ”ม่อนคลุย” ที่อยู่บ้าน ”ทีชอแม” ซึ่งปัจจุบันรถขึ้นถึงแล้ว ทำเอาหมดเสน่ห์ไปเยอะ
จากกรุงเทพฯ เราไปแวะซื้อเสบียงกันที่ตลาดแม่สอด จ.ตาก เพราะเป็นตลาดที่คึกคัก ข้าวของเยอะราคาไม่แพง จากนั้นค่อยลัดเลาะไปตามถนน 105 ชายแดน มุ่งสู่ ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง จุดหมายปลายทางไม่ห่างจากแม่สะเรียงสักเท่าไหร่ ถนนเส้นนี้ เงียบสงบ รถน้อย แต่ไม่น่าจะเหมาะกับการขับรถกลางคืน
จุดเริ่มเดินเท้าอยู่ที่ชายหมู่บ้านแม่จวาง ต.ท่าสองยาง เห็นเขาสูงลิบๆ เป้าหมายของเราคือ ปีนขึ้นเหนือน้ำตกที่อยู่ด้านหลัง
แสงแดดแผดร้อน ตลอดทางที่เราเดินผ่านทุ่งข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้ว กว่าจะพ้นไปถึงชายร่มไม้ใหญ่ริมนา ก็เล่นเอาเหงื่อตก พ้นเข้าชายป่าคราวนี้มีเดินข้ามไป ข้ามมา ไต่ระดับทางค่อยๆ ชันขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงน้ำตกใหญ่หน่อย ค่อยวางเป้พักเหนื่อย เล่นน้ำคลายร้อน ก่อนจะเดินกันต่อจนกว่าจะถึงน้ำตกเป้าหมาย
สิ่งที่ท้าทายระหว่างปีนตามน้ำตกเห็นจะเป็นผาหินชัน ทำให้คิดหนักว่าเราจะเอาตัวเองขึ้นไปอย่างไรดี โดยที่ไม่ไถลลงมาด้านล่าง ทั้งเกาะกิ่งไม้ข้างทาง หรือแง่งหิน เพื่อโหนตัวเองขึ้นไป บางช่วงห่างไกลเกินเอื้อม ก็ต้องอาศัยมือเพื่อน ที่คอยยื่นมาให้ดึงอยู่บ่อยๆ และสุดท้ายก็ไม้ตายส่วนตัวถือ ใส่แต่ถุงเท้าเดิน เพราะถุงเท้าเนื้อแน่นๆ จะเกาะหินดีทีเดียว แต่ก็ต้องระวังให้จงหนัก ไม่งั้นเที่ยวนี้คงหมดสนุกเป็นแน่
น้ำตกในเส้นทางนี้ จัดเป็นน้ำตกที่สูงเอาการ ร่วม 300 เมตร จากด้านบนสุด ที่ไหลต่อเนื่องลงไปถึงด้านล่าง
เฮือกสุดท้ายของการไต่ขึ้นเหนือน้ำตก แม้จะพ้นทางหินไปแล้วแทนที่จะสบาย กลับกลายเป็นว่ายากไม่ต่างกัน เพราะทางชัน แล้วยังเป็นดินร่วนๆ การเดินต้านแรงโน้มถ่วงของโลกแบบนี้ เหนื่อย หนักซะจริงๆ จนตะวันคล้อยบ่าย แสงแดดเริ่มเลือนหาย ถึงได้ไปถึงจุดตั้งแคมป์ ที่อยู่ริมธารน้ำในหุบ เราเลือกทำเลสูงขึ้นไปอีกหน่อยเหนือธารน้ำ มีที่ทางพอดีที่เรา 9 คนจะซุกหัวนอนเรียงกันได้สบายๆ พอดิบพอดี
ริมสายน้ำคืนนี้ มีเรื่องราว เรื่องเล่า มากมาย ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน เพื่อเก็บแรงไว้เดินต่อวันพรุ่งนี้ เป้าหมายอยู่ที่ยอดสูง 1455 ม. ม่อนทูเล เพื่อชมทะเลหมอก เมลืองมลัง
รุ่งเช้า ที่เราตื่นกันไม่เช้านัก เพราะไม่มีทะเลหมอก ไม่มีแสงสีทองของท้องฟ้า เพราะเราอยู่ในหุบ แต่ก็โอ้เอ้ได้ไม่นาน เมื่อได้กลิ่นกาแฟลอยมาปลุก พวกเราจัดเก็บสัมภาระส่วนตัว สลับกับจิบกาแฟ ล้างถ้วยชาม เตรียมอาหารมื้อเช้า
เก็บแคมป์ออกเดินทางกันอีกครั้งราว 10 โมง เดินเลาะตามธารน้ำเหนือขึ้นไป เดินตัดผ่านไร่กะเหรี่ยง เพื่อไปขึ้นยอดเขาอีกด้านหนึ่ง
คราวนี้เข้าป่ารกๆ ช่วงหนึ่งเราเดินกันเท้าไม่ติดพื้น ไม่ใช่มีอิทธิฤทธิ์อะไร แต่เป็นเพราะต้องปีนขึ้นไปเดินบนต้นไม้ใหญ่ที่ทอดล้ม ต่อยอดให้เดินไปได้ยาวทีเดียว แต่ก้าวจะก้าวข้ามกิ่งไม้ที่พันๆ กันอยู่ไปได้ ทำเอาแข็งขาอ่อน
พอหลุดจากตรงนั้นมาได้ คราวนี้ เดินดิ่งขึ้นทางชันอย่างเดียวเลย เดินๆ หอบๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่าน่าจะดีกว่าที่เดินตอนเย็นวานนี้ อย่างน้อยก็มีทางชัน สลับสันเขาให้เดินพักขาเป็นระยะ และยังมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านใบ ให้ร่มเงาเราเกือบตลอดทาง และทุกครั้งที่เป็นช่วงสันเขา มุมเปิด เราก็จะได้เห็น ทิวเขาสูง ที่อยู่ข้างๆ แต่คะเนดูระยะทางแล้ว คงใช้เวลาอีกหลายชั่วโมง กว่าจะข้ามไปได้
ระดับความชันในเส้นทางนี้ จากระดับ 30 องศา เพิ่มเป็น 45 ... 60...70 จนอยากจะคิดว่ามันชันกว่านี้ แต่ไม่น่าจะใช่ เพราะยังไม่ได้ปีนขึ้นเป็นเส้นตรง
น้ำที่แบกกันมาคนละ 2 ขวดเริ่มหมด แต่หนทางยังอีกไกลแค่ไหนบอกไม่ได้ จนลุงกะเหรี่ยงจากบ้านแม่จวาง เอาขวดเปล่าไปเติมน้ำกลับมาให้นั่นแหละถึงได้รู้ว่า เป้าหมายอยู่ไม่ไกล "น้ำก็ช่างหวานเย็น ชื่นใจ เหมือนน้ำที่เอาออกมาจากตู้แช่เย็นเชียว"
เราเลือกตั้งแคมป์ริมน้ำ ที่ความสูง 1,300 ม.กว่าๆ กะว่าค่อยเดินขึ้นยอดไปชมวิว
ช่างเป็นธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ บนยอดเขาสูงมีธารน้ำตกเล็กๆ สายน้ำธารนี้ เท่าที่พูดคุยกับลุงกะเหรี่ยง รู้เพียงว่าธารน้ำนี้ไม่เคยเหือดแห้ง ซึ่งก็น่าจะพออนุมานได้ เพราะหันไปหันมา เห็นมีกอ "ข้าวตอกฤาษี" ขึ้นอยู่ด้วย
"ข้าวตอกฤาษี" มอสขนาดใหญ่ ที่ว่ากันว่า มันคือตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำ เพราะเป็นพืชที่ต้องการความชุ่มชื้นสูง อาศัยน้ำในการผสมพันธุ์ระหว่างต้นตัวผู้ กับต้นตัวเมีย เกิดเป็นอับสปอร์ ปลิวไปตกที่ไหน ก็เจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ขึ้นมา ถ้าที่ไหนมีข้าวตอกฤาษีก็บอกได้ระดับหนึ่งว่า ที่นั่นน่าจะไม่ขาดน้ำ หรือน้ำผิวดินแห้งลงในฤดูแล้งแต่อาจจะมีน้ำซับ ส่วนพื้นที่ที่เคยมีข้าวตอกฤาษีแล้วมันหายไป ก็อาจจะหมายถึงหายนะของป่าต้นน้ำ กำลังมาเยือนก็ไม่ผิดนัก
หลังจัดแจงตั้งแคมป์ ซึ่งไม่ต้องทำอะไรมาก กางฟรายชีต ปูกราวน์ชีต เพราะมันจะเป็นที่กินที่นอน ที่ทำกับข้าว ที่นั่งล้อมวงคุย อยู่ในที่เดียวกันหมด จากนั้นก็ไปจัดการกับตัวเองที่เหม็นเหงื่อมาทั้งวัน น้ำเย็นเจี๊ยบ พักผ่อนกันรอตะวันรอนๆ ค่อยเดินแถวขึ้นสันเขาไปถ่ายรูปกันอีกครั้ง
แสงยิ่งอ่อนแรง ยิ่งกระตุ้นให้เรารีบก้าวเท้าเดิน แต่ยอดสูงๆ ที่เห็นอยู่เบื้องหน้าเก็บไว้ตอนขึ้นไปดูทะเลหมอกยามเช้าแล้วกัน แสงเย็นๆ กับพระอาทิตย์ตก แค่สันเขาก็ได้มุมสวย แถมเป็นทุ่งหญ้ากว้าง แล้วให้ตื่นตาตื่นใจ เห็นเป็นของแปลกเข้าไปอีก "ที่นี่มีดงหงอนนาคที่กำลังออกดอกด้วย"
ทิวเขา ช่างสลับซับซ้อน ลักษณะของทิวสันเขาที่เห็น หลายคนเอ่ยปากว่า คล้ายๆ ม่อนจอง แห่ง อ.อมก๋อย แต่ขณะเดียวกันก็ชุ่มชื้นเหมือนป่าแถบ อช.แม่เมย ขึ้นมาถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน พรุ่งนี้ ... เราจะไปไล่จับหมอกด้วยกัน !!!
ทะเล ... เปี่ยมไปด้วยน้ำ แต่ในหุบเขาเปี่ยมได้ด้วยหมอก
ในท้องทะเลมีระลอกคลื่น ในหุบเขาก็ไม่ต่างกัน
ระลอกหมอก เคลื่อนตัว ไหลเข้า-ออก เซาะซอกเขา
ราวกับมีชีวิตชีวา
คงต่างกันเพียงสถานที่ และสิ่งแวดล้อม
ใครอยากเล่นน้ำ แค่โดดลงทะเลก็ได้เล่น
แต่ถ้าใครคิดจะโดดเล่นในทะเลหมอก ก็คงมีโอกาส ....
.... แต่โดดได้แค่ครั้งเดียว
นาฬิกาปลุกดังตอนตี 5 กว่าๆ กับเสียงปลุกของพี่จืด สำทับมาอีก อากาศเย็นยะเยือก ความมืดที่ยังโรยตัวอยู่รายรอบ ทำให้ฉันอิดออด ไม่อยากดึงตัวเองออกจากถุงนอนเอาซะเลย ... แต่ที่สุดทุกคนก็เดินตามๆ กันไป
แม้ฟ้าจะยังไม่สว่าง แต่พอเห็นทางลางๆ กับแสงไฟฉายกระบอกเล็กๆ ที่พกติดตัว เราเดินตามๆ กันไปบนสันเขา ... กว่าจะเดินขึ้นถึงยอดเขาสูงชัน เล่นเอาหยุดหอบไปหลายรอบ ฟ้าเริ่มสว่าง ยิ่งต้องเร่งฝีเท้า ขึ้นไปถึงจุดที่มองว่าสูง แต่กลับพบว่า มันยังไม่ใช่ เป็นแค่เนินแรกเท่านั้น ฮา....เขาหลอกลวง
เหนื่อยแค่ไหน แต่พอได้เห็นแสงสีทองที่ทาบจับขอบฟ้า ก็ทำเอาลืมเหนื่อย อากาศที่ว่าหนาวถึงยอดก็ร้อนจนต้องถอดวางบนกองหิน ที่หันมาเห็นป้ายเขียนไว้ว่า "สักการะสมเด็จพระนเรศวร"
หลังจากนั้น เราก็เก็บภาพกัน มุมใครมุมมัน
จนสายโด่งทีเดียว ท้องเริ่มหิว เราถึงได้เดินกลับถึงที่พัก ทำกับข้าวมือเช้า ชนิดทุบหม้อข้าวกันหละ มื้อเที่ยงค่อยลงไปกินที่หมู่บ้านข้างล่าง เก็บแคมป์เสร็จ เราเริ่มออกเดินกันอีกครั้ง เกือบ 11 โมง (ทำเวลาดีน่าดู๊)
ขากลับเราเดินรวดเดียว คนละด้านกับที่ขึ้นมา ซึ่งถ้าจะขึ้นยอดทูเล ไม่ผ่านเส้นน้ำตก ก็ขึ้นกันทางนี้แหละ แค่เดินวันเดียวถึงยอด
ขาลง เราพักกันนานหน่อยก็ตรงกลางทาง จากนั้นก็เดินรวดเดียวกับทางดิ่งลงชันๆ จนถึงด้านล่าง แดดร้อนๆ เข้ามาทักทายทันที ที่ริมปลายนา บ้านแม่จวาง ก็ปาเข้าไปบ่ายสอง
ม่อนทูเล ดินแดนในสายหมอก ยอดเขาสูงในแถบท่าสองยาง จ.ตาก ไม่รู้ว่าจะขึ้นกับเขตอนุรักษ์ที่ไหนดี หากแต่พื้นที่นี้มีความสมบูรณ์อยู่มากทีเดียว และพวกเราลงความเห็นกันว่า เป็นสถานที่ ที่ทะเลหมอกมลังเมลืองที่สุด และควรอนุรักษ์ไว้ในรูปแบบเดิมๆ ของมัน
------------------------------------
(ชวนเที่ยว : 'ม่อนทูเล' ทะเลหมอก สุดขอบตะวันตก เรื่อง // ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์ www.oknation.net/blog/vickie)



