ไลฟ์สไตล์

สบตาเคปทาวน์... องศาแห่งหัวใจที่ปลายฟ้า

สบตาเคปทาวน์... องศาแห่งหัวใจที่ปลายฟ้า

27 พ.ย. 2554

ท่องต่างแดน :สบตาเคปทาวน์... องศาแห่งหัวใจที่ปลายฟ้า : เรื่อง/ภาพ รชฏ มีตุวงศ์ http://www.oknation.net/blog/LOSTGEO

              พยับหมอกโรยสายโอบคลุมปลายฟ้าไว้พลิ้วแผ่วเบา สลับช่วงฉากด้วยแสงรังรองของแดดอุ่นยามใกล้อัสดง ขับเน้นภูผาหินทรายยอดตัดเหนือเมืองให้เรืองละมุน

              นั่นคือภาพแรกที่เคลื่อนผ่านสายตาเข้ามาอย่างอ่อนโยน ห้วงขณะที่ผมเดินทางมาถึง เมืองเคปทาวน์ (Cape Town) เป็นมิติความงามที่มองราวกำลังท่องอยู่บนดินแดนในความฝัน และเกินกว่าปลายพู่กันหรือสมุดบันทึกของนักเขียนจะเก็บซับรายละเอียดไว้ได้หมดจด

              เคปทาวน์เป็นดั่งเมืองที่สายลมซ่อนเสียงกระซิบไว้ ณ ริมขอบฟ้า และทำให้ผู้มาเยือนต้องนิ่งฟังเสียงลมหายใจของตัวเอง

              นานมาแล้วที่ใครหลายคนเคยกล่าวไว้... ว่าการเดินทางไกลเพื่อเรียนรู้โลกจะทำให้ขนาดหัวใจขยายกว้างขึ้น ผมเชื่อและตระหนักเสมอ ทั้งยิ่งตอกย้ำความเชื่อเมื่อได้กางปีกโบยบินร่วมกับเพื่อนพ้องน้องพี่ มาสัมผัสความอลังการของทิวเทือกผา ผืนมหาสมุทร หาดทราย สายหมอก  และดอกไม้ ณ “ประเทศแห่งสายรุ้ง แอฟริกาใต้”

              แน่นอน, เพียงเอ่ยถึงสาธารณรัฐซึ่งตั้งอยู่ทางใต้สุดของทวีปนี้ หลายคนคงรู้ว่าที่นี่เพิ่งได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกไปเมื่อปีที่แล้ว (ค.ศ.2010) และหากย้อนไปในตำราก็อาจจะจำชื่อ แหลมกู๊ดโฮป หรือคุ้นนามของท่านเนลสัน แมนเดลา

              เหตุที่แอฟริกาใต้มีสมญาว่าประเทศแห่งสายรุ้งก็เพราะมีชนชาติ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมที่หลากหลาย ด้วยเนื้อที่อันกว้างใหญ่ราว 2.5 เท่าของเมืองไทย (1.22 ล้านตารางกิโลเมตร) และยอดรวมของประชากรราว 49 ล้านคน ในนี้มีชาวผิวสีประกอบเป็นชิ้นส่วนอยู่ราว 80% (แยกย่อยออกได้อีกหลายชนเผ่า) ผิวขาว 10% นอกจากนั้นเป็นชนผิวสีผสม อาทิ ชาวจีนหรืออินเดีย แถมยังมีภาษาทางการใช้มากมายถึง 11 ภาษา

              พิจารณาแค่เมืองหลวงของที่นี่ยังมีถึง 3 เมือง คือ เมืองบลูมฟอนเทน (Bloemfontein) เป็นเมืองหลวงฝ่ายศาล เมืองพริทอเรีย (Pretoria) เป็นที่ตั้งของฝ่ายบริหาร และเราเลือกใช้วันแรกชมเมืองนี้ด้วยอารมณ์ชื่นบาน ทั้งที่ Voortrekker Monument&Museum ทำเนียบประธานาธิบดีและที่ทำการรัฐบาลที่ใหญ่โตราวปราสาทราชวัง ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปท่องป่าซาฟารี ตระเวนทักทายกับเจ้าป่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้า(Big Five) และพักแรมในอุทยานแห่งชาติพิลาเนสเบอร์ก

              บ่ายคล้อยวันถัดมาถึงได้เหินฟ้าถึงเคปทาวน์ เมืองหลวงฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งถูกยกย่องว่างดงามเปี่ยมเสน่ห์อันดับต้นๆ ของโลก ด้วยภูมิลักษณ์ของเมืองที่วางตัวอยู่ในแอ่งกระทะ โอบล้อมด้วยสองมหาสมุทร (แอตแลนติกกับอินเดีย) และเด่นตระหง่านเหนือผืนน้ำด้วยความสูง 1,086 เมตร ของเทือกเขาหินทรายรูปทรงคล้ายโต๊ะ Table Mountain อันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์สำคัญของที่นี่ เพราะสามารถมองเห็นมันได้เสมอ ไม่ว่าจะวางตัวเองไว้ที่องศาใดของเมือง

              รุ่งสางแรกพอเริ่มออกทักทาย เคปทาวน์เปรียบหญิงสาวที่มีหลากอารมณ์แปรปรวน เพราะตลอดเส้นทางจากโรงแรมที่พัก(Southern Sun) จนถึงจุดชมนกเพนกวินที่หาด Boulders beach ฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ฟ้าทั้งฟ้าพลันถูกบดบังสายตาด้วยเมฆหมอกหนาทึบ แต่ชั่วขณะเดียวกลับมีสายแดดส่องนวลตา สลับกันไปมาอยู่อย่างนั้นแทบทั้งวัน เหตุอาจเป็นเพราะที่นี่มีสภาพอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ร้อนฝนปนหนาว แซมเคล้ากันอยู่บ้างบนรอยต่อฤดูใบไม้ร่วงและผลิ แต่รวมๆ แล้วจัดว่าอากาศเย็นสบายกำลังดี

               แล้วไม่นานผืนฟ้าและรอยยิ้มก็เปิดกว้างขึ้น เมื่อทุกคนได้ใกล้ชิดกับเจ้านกเพนกวินพันธุ์แอฟริกันตัวเล็กกะปุ๊กลุกที่กำลังพากันเดินเตาะแตะ บ้างเดินคู่ บ้างอยู่เดี่ยว ละลานตาทั้งบนผืนทรายและโขดหิน ผู้รู้บางท่านให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามันจะชอบนอนกลางวัน ตื่นขึ้นมาก็เดินลงไปเล่นน้ำ และมักมีนิสัยชอบเดินเรียงแถว หากเทียบกับหมู่แมวน้ำกว่าครึ่งพันตัวที่เกาะ Duiker Island ซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งมหาสมุทร เจ้าพวกนั้นจะชอบนอนนิ่งบนโขดหินมากกว่า และฟังว่ามันกินจุมาก มีบ้างที่ลงไปว่ายน้ำเล่น คงฟิตซ้อมร่างกายเอาไว้ว่ายหนีฉลามที่จัดเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของมัน

               ล้อหมุนไปเรื่อยๆ... ระหว่างทางมุ่งลงใต้ประดับประดาด้วยไม้พุ่มไม้ดอกขนาดเล็กที่ขึ้นอยู่เต็มท้องทุ่งทรายขาว ที่สุดรถก็นำพาเรามาถึงสถานที่สำคัญในทางภูมิ-ประวัติศาสตร์โลก นั่นคือ แหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) แหลมที่อยู่ปลายสุด(ด้านตะวันตก) ของทวีปแอฟริกา

               ณ ที่ตรงนี้เป็นรอยต่อของผืนน้ำสองมหาสมุทร เป็นจุดหลอมรวมของกระแสน้ำอุ่นและเย็น เป็นแถบที่หินทรายเอนองศาอยู่เหนือหินแกรนิต  เป็นที่ซึ่งขอบฟ้าทั้งแจ่มจ้าและพร่าเลือน หรืออาจเป็นที่ที่ทำให้หัวใจใครบางคนทั้งอบอุ่นและเหน็บหนาว

               34๐ 21' 25'' South และ 18๐ 28' 26'' East คือตัวเลขที่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ พิกัดนี้มีความเป็นมายาวนาน นับตั้งแต่นายเรือผู้ยิ่งใหญ่ วาสโกดากามา (Vasco Da Gama) ได้แล่นเรือออกจากโปรตุเกส เมื่อปี ค.ศ.1497 มุ่งหาเส้นทางไปสู่โลกตะวันออก และจะต้องแล่นผ่านแหลมพายุคลั่ง(Cape of Storm--ชื่อเดิม) แห่งนี้ให้ได้ สุดท้ายเขาก็ได้รับชัยชนะ สามารถทะยานเรือไปถึงอินเดียเป็นคนแรกในปีถัดมา จากนั้นในช่วงศตวรรษที่ 17 ชนผิวขาวนำโดยชาวดัตช์ ถึงได้เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมืองเคปทาวน์

               นั่นเป็นอดีตร่วม 300 ถึง 500 ปีมาแล้ว แต่สำหรับเรา 3 คืน 4 วันในเมืองนี้ ช่างเป็นเวลาอันแสนสั้น แม้จะได้ยกพลไปควบนกกระจอกเทศพร้อมเลือกหินประดับสวยๆ ที่ West Coast Ostrich Farm เพ้อมองทิวทัศน์ย่ำค่ำจาก Signal Hill ไปเยี่ยมยล Village Museum นั่งละเลียดไวน์ที่ Delaire Graff Estate แลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้เรื่องหินแร่ตลอดเส้นทาง ได้เลือกซื้อหนังสือและของฝากที่ Victoria &Alfred Waterfront แถมยังได้ลิ้มรสร้านอาหารไทยที่ทั้งอร่อยและโด่งดังที่สุด Kittima@Kronendal และร้าน Tom Yum จนกระทั่งงานเลี้ยงต้องถึงคราวอำลาที่ Baia Restaurant

               ห้วงยามเที่ยงวันขณะทุกคนกำลังดื่มด่ำกับไวน์แดง ผมพักสายตามองทัศนียภาพภายนอก เห็นเทือกเขาเดิมยังคงตั้งเด่นตระหง่าน และตรงหน้าซึ่งใกล้ตากว่านั้น ภาพหญิงสาวที่นั่งเคียงข้างคุณแม่ของเธอ ทำให้ต้องเผลอไผลหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาอีกครั้ง


---------------------------
(ท่องต่างแดน :สบตาเคปทาวน์... องศาแห่งหัวใจที่ปลายฟ้า : เรื่อง/ภาพ รชฏ มีตุวงศ์ http://www.oknation.net/blog/LOSTGEO)