คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า:ตีซี้'ซูริค'
คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : ตีซี้ 'ซูริค' : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง
นอกจากแฟรงก์เฟิร์ตแห่งเยอรมนี ที่เป็นเมืองให้ความรู้สึกเหมือนใส่สูทอยู่ตลอดเวลา ก็เห็นจะมี "ซูริค" แห่ง "สวิตเซอร์แลนด์" นี่แหละ ที่ชวนให้รู้สึกอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะซูริคเป็นเมืองใหญ่สุดของประเทศ เลยถูกวางหมากให้เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้าแทนเมืองหลวงอย่างเบิร์น จะว่าไป เมืองหลวงของเยอรมนีกับสวิตเซอร์แลนด์ ตกที่นั่งคล้ายกัน ทั้งเบอร์ลินและเบิร์นไม่ค่อยจะมีมาดนักธุรกิจเท่าไหร่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในซูริคของฉัน เที่ยวแรกเป็นการรู้จักกันอย่างผิวเผิน แต่เที่ยวนี้กะจะตีซี้กับซูริคให้มากขึ้น
จากกรุงเทพฯ ฉันบินไปตั้งหลักที่เมืองเจนีวาด้วยสายการบินเอทิฮัดแอร์เวย์ส (02-2530099) จากนั้นก็นั่งรถไฟสวิส (www.raileurope.co.th) แบบม้วนเดียวจบ ราวๆ 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงซูริค
พูดถึงรถไฟสวิส ยังเที่ยงตรงได้มาตรฐานเหมือนเดิม ซักนาทีเดียวก็ไม่เลท ความสะอาดสะอ้านและบริการก็ยังเหนือชั้นรถไฟยุโรปเสมอ นี่ยังไม่นับรวมสรรพคุณอีกมากมายหลายประการ จะเข้าพิพิธภัณฑ์ถือบัตรสวิสพาสก็เข้าฟรีทั่วสวิส ลงเรือล่องทะเลสาบก็ฟรีอีก นั่งรถเมล์รถรางอันนี้ฟรียืนพื้น เหลืออย่างเดียวยังไม่ให้พักโรงแรมฟรี
แต่ไม่เป็นไรเรือนพักที่จับจองผ่านเว็บไซต์อโกดา (www.agoda.co.th) ตั้งรอเราอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ เที่ยวนี้ทดลองจองผ่านสมาร์ทโฟนดูบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้อโกดามีแอพพลิเคชั่นให้ดาวน์โหลดจากไอโฟนได้แล้ว แล้วก็พบว่าจองทางนี้สะดวกขึ้นเยอะ
หลายปีผ่านไป แต่หน่วยก้านของซูริคยังดีเข้าขั้นเหมือนเดิม มิน่าล่ะ ถึงได้ถูกปั้นให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินการธนาคารของโลก ทั้งที่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทิวเขาสูง และอยู่แนบกับทะเลสาบ บุคลิกกับความสามารถของซูริคจึงดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่
แต่ที่ทุกคนรู้กันดีคือ ซูริคเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีเลิศ และแน่นอนว่าแพงบาดใจคนเที่ยวอยู่ไม่น้อย แต่ก็แน่ล่ะ เพราะชาวเมืองซูริคขึ้นชื่อว่าทั้งรวยทั้งล่ำซำ ค่าครองชีพย่อมสูงริ่วเป็นธรรมดา อยากเช็กว่าระดับความถูกแพงของซูริคขยับไปแค่ไหนแล้ว เลยไปเดินเตร็ดเตร่บน ถนนบานฮอฟชตราเซอ นอกจากจะเห็นความแพงของซูริค ถนนสายนี้จะฉายให้เห็นความมีชีวิตชีวาของเมือง ที่บอกได้เลยว่า ชองป์เซลิเซ่แห่งปารีส และถนนออกซ์ฟอร์ดของลอนดอนเห็นท่าว่ามีคู่แข่งซะแล้ว
จากต้นทางของถนนสายนี้ คือสถานีรถไฟประจำเมืองแบบนีโอเรเนซองส์ที่สวยงามที่สร้างตั้งแต่ปี 1871 ว่ากันว่านี่คือสถาปัตยกรรมชิ้นใหญ่ที่สุดของเมือง ด้านในโอ่อ่ากว้างขวางสมกับเป็นสถานีรถไฟของเมืองใหญ่ ด้านนอกมีงานประติมากรรมและโคมไฟประดับประดาอยู่ด้านหน้า
จากนั้นพอเดินลงมา ตลอดสองข้างทางของถนนสายยาวกิโลครึ่งแห่งนี้ เป็นสวรรค์ของนักช็อปชั้นเซียน เรียกว่าไล่ไปจากสถานีรถไฟ จนสุดที่จัตุรัสพาเหรดที่อยู่ริมทะเลสาบ เป็นย่านที่มีไว้ให้มีร้านรวงที่ขายทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ และที่ขาดซะไม่ได้คือร้านขายนาฬิกา เรียกว่าเป็นถนนที่มีไว้ให้ทุกคนได้จับจ่ายระบายเงินฟรังก์สวิสกันอย่างจุใจ
ถ้าเดินตัดตรงไปสุดทางก็จะเจอทะเลสาบ ใครไม่อยากเดินจะนั่งรถรางก็ได้ รถรางที่นี่วิ่งผ่าใจกลางถนนบานฮอฟชตราเซอเลย
ทะเลสาบซูริค ในวันฟ้าโปร่งโล่ง ผู้คนจะออกมานั่งผึ่งแดดกันริมทะเลสาบเต็มไปหมด
มุมชิล มุมสบายของซูริคหาได้แถวทะเลสาบ คนมีสตางค์ก็เอาเรือยอชท์ออกมาโฉบเฉี่ยว คนไม่รังเกียจแสงแดดพาตัวเองระเริงท้าลมท้าแดดอยู่บนเรือใบ อีกหลายชีวิตบริหารปอดและหัวใจด้วยการจ็อกกิ้ง วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยานไปตามสวนสาธารณะริมทะเลสาบซูริค
จะว่าไปแล้ว ต้องบอกว่า ทะเลสาบซูริคนี่เองที่เป็นตัวการสำคัญ ทำให้ซูริคเป็นเมืองมาดนักธุรกิจที่ยังคงความสวยเอาไว้ได้ แม้จะตรากตรำทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็ตามที
ซูริคยังเป็นเมืองที่รวยโบสถ์ด้วย เพราะเดินเพ่นพ่านไปทั่วเมืองเก่าถึงได้กล้าพูดแบบนั้น ตั้งแต่โบสถ์เฟรามึนสเตอร์ ที่มีจุดขายเป็นกระจกสีที่ประดับบนหน้าต่าง สร้างตั้งแต่ปี 853 แต่ถูกดัดแปลงมาเป็นโบสถ์สไตล์โกธิกเมื่อกลางศตวรรษที่ 13
นอกจากนี้ ยังมี โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่มีหน้าปัดนาฬิกาใหญ่ที่สุดในยุโรป สร้างช่วงกลางศตวรรษที่ 16 และ โบสถ์กรอสมุนสเตอร์ ที่มีหอคอยคู่และความเก่าแก่ที่ชวนมอง นี่คือโบสถ์ใหญ่ที่สุดในซูริค และมีสุสานของชาวโรมันอยู่ใต้ถุนโบสถ์ด้วย
ถ้ายืนอยู่ตรงใจกลางเมืองเก่า ก็จะเห็นศาลาว่าการประจำเมืองที่อยู่ริม แม่น้ำลิมมัท ซึ่งไหลลงสู่ทะเลสาบซูริค แม่น้ำลิมมัทแบ่งเขตเมืองเก่าออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งสถานีรถไฟ กับฝั่งถนนเลียบแม่น้ำลิมมัท นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ซูริคสวยไม่สร่าง
อย่างคนไม่รีบร้อน ฉันหย่อนตัวลงนั่งเล่นบนเก้าอี้ริมฝั่งแม่น้ำลิมมัท ที่สร้างขึ้นเลียบแม่น้ำในช่วงศตวรรษที่ 19 วันแดดดีแบบนี้ใครๆ ก็พากันออกมานั่งเล่นทั้งนั้น
แปลกดีที่มาซูริคเที่ยวแรก ไม่เคยนึกชอบ อาจเป็นเพราะความฉาบฉวยทำให้มองซูริคไม่ทะลุปรุโปร่ง เลยจากมาด้วยความรู้สึกเฉยชากับซูริค แต่พอเที่ยวนี้ได้อ้อยอิ่งในซูริคอย่างเต็มเหนี่ยว ซอกแซกไปตามใจเท้า มีเวลาเนิบนาบอยู่ริมทะเลสาบบ้าง ริมแม่น้ำบ้าง ชักนึกชอบซูริคเข้าแล้ว
ก็อาจจะเหมือนบางที เห็นหน้าบางคนแวบๆ แล้วรู้สึกเอ๊ะหมอนี่ไม่ค่อยถูกชะตาเลย แต่พอมีโอกาสได้สนทนาพาทีกับเขา ก็รู้สึกว่าพูดจาเข้าหูดูนิสัยเข้าท่า
นั่งมองซูริคนานๆ จากหลายๆ มุม ก็ชวนให้รู้สึกว่าไม่ใช่เมืองประเภทหน่อมแน้ม แอ๊บแบ๊ว ไร้เดียงสา แต่สวยมาดมั่นในมาดนักธุรกิจที่เป็นตัวของตัวเอง ซูริคอาจจะใส่สูทแต่ก็แอบละเมียดละไมอยู่ในตัว ไม่เชื่อต้องลองหาโอกาสไปนั่งสนทนากับเขาดู เป็นแบบนั้นจริงๆ
-------------------------
(คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : ตีซี้ 'ซูริค' : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง)



