'วรวัจน์' ย้ำรับนร.ปี 55 ต้องไม่มีแป๊ะเจี๊ยะ
'วรวัจน์' ขู่ร.ร.รับแป๊ะเจี๊ยะ ถูกลงโทษทางวินัย ย้ำรับนร.ปี 55 ต้องไม่มีแป๊ะเจี๊ยะ ทุกอย่างต้องโปร่งใส พร้อมเขยายห้องเรียนพิเศษโกยเงินผู้ปกครอง แจงเอามาเงินอุดหนุนไปพัฒนาร.ร.ที่ห่างไกล ด้าน เลขาธิการ กพฐ.แจ้งร.ร.แข่งขันสูงทำแผนรับ นร.ชี้หากขยายชั้นเรียนใ
18 พ.ย.54 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงการรับนักเรียนปีการศึกษา 2555 ว่า ศธ.ยังคงเน้นในแนวทางเดียวกับปีการศึกษา 2554 ยกเว้นโรงเรียนที่เปิดสอนห้องเรียนพิเศษ ในหลักสูตรอิงลิชโปรแกรม (English Programe : EP) หรือ หลักสูตรมินิอิงลิชโปรแกรม (Mini EP) อนุญาตให้ขยายห้องเรียนเพิ่มอีก 10% ทำให้เพิ่มจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 20% กลายเป็น 30 % โดยปัจจุบันโรงเรียนกลุ่มดังกล่าวมีทั้งหมด 217 โรง และได้เปิดโอกาสให้โรงเรียนระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองที่มีความพร้อมสนับสนุนการศึกษาให้กับนักเรียนซึ่งเป็นการระดมทรัพยากรตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดไว้ ขณะที่ ศธ.ก็จะลดจำนวนเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้ลงและนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาโรงเรียนที่ขาดแคลนและห่างไกล
“การรับนักเรียนในปีนี้ ห้ามไม่ให้มีการเรียกรับเงิน หรือ รับแป๊ะเจี๊ยะ เด็ดขาดทุกอย่างต้องดำเนินการโปร่งใส ห้ามลักไก่เรียกเก็บภายหลัง รวมทั้งการสอบเข้าเรียนด้วยต้องไม่มีการเรียกรับเงินแลกที่นั่งเรียน ซึ่งหากพบตรวจสอบพบว่าผู้บริหารโรงเรียน หรือข้าราชการครูคนใดเรียกรับเงินจากผู้ปกครองเพื่อให้เด็กเข้าเรียนจะถือว่ากระทำผิดและจะต้องถูกลงโทษทางวินัย โดยผู้ปกครองที่พบว่ามีการกระทำในลักษณะดังกล่าวให้แจ้งมายัง ศธ. หรือ สพฐ.”รมว.ศธ.กล่าว
ด้าน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า การรับนักเรียนของปีการศึกษา 2555 ได้กำชับให้โรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 200 โรง ทำแผนการรับนักเรียน โดยประมาณการจำนวนนักเรียน ขยายชั้นเรียนเสนอเข้ามายัง สพฐ. โดยหากจะขอขยายห้องเรียนก็ให้เสนอเข้ามาในคราวเดียวกันและต้องรับให้เสร็จภายในรอบเดียว ซึ่งการขอขยายชั้นเรียนต้องไม่เกิน 50 คน อย่างไรก็ตาม ส่วนวิธีการรับนักเรียน ม.1ให้กำหนดสัดส่วนเป็น 50:50 โดยรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 หรือจะรับมากกว่านี้ได้แล้วแต่คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเห็นชอบซึ่งทางโรงเรียนอาจจะใช้วิธีการจับสลากหรือสอบแข่งขันก็ได้ตามสัดส่วนที่จะกำหนดเอง ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 50 ให้รับนักเรียนทั่วไปโดยการคัดเลือกจากการสอบหรือการประเมินผู้เรียนด้วยวิธีการที่โรงเรียนกำหนด โดยปีนี้ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามการรับนักเรียนแต่จะมีการปรับแนวทางวิธีการในลักษณะไม่ใช่การไปจับผิดโรงเรียนมากเกินไป ส่วนนโยบายห้ามฝากเด็กเข้าเรียนนั้นก็ยังต้องเข้มงวดเหมือนปีที่ผ่านๆมาเช่นกันที่ห้ามฝากเด็กเข้าเรียน



