
จม.ฉบับ3จาก'เกจินู๊ด-นิวัติ กองเพียร'
จม.ฉบับ3 จาก 'เกจินู๊ด-นิวัติ กองเพียร'
วันที่ได้กลับบ้าน
เฮือนสวาง
ริมคลองพระอุดม ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี
๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
เพื่อนรัก
ผมเขียนจดหมายถึงเพื่อนจากหัวหินไปสองฉบับ นี่เป็นฉบับที่สามแต่เขียนที่บ้านตัวเอง เมื่อต้องจากไปแบบผู้อพยพหลบภัยน้ำ ซึ่งไม่เคยคิดว่าต้องหนีถึงขนาดนี้ ที่ใช้คำว่าหนีเพราะผมไม่เคยคิดจะหนีออกจากบ้าน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นและเคยอยู่กับน้ำท่วมมาถึงสองครั้งสองครา ในเวลาสิบสี่ปีที่มาอาศัยชุมชนแห่งนี้อยู่อาศัยเป็นเรือนตาย
ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนน้ำ ทำนา ทำสวน และอยู่กับน้ำมาตั้งแต่เกิดเป็นร้อยปีมาแล้ว ผมก็ตั้งใจมาอยู่กับน้ำเหมือนที่ชาวบ้านอยู่กัน พยายามเรียนรู้เรื่องดินน้ำลมไฟ การดำรงชีวิต ปรับตัวให้เข้ากับสภาพ รวมถึงการสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยด้วย แต่ก็ยังไม่ถึงและไม่สามารถอยู่ได้ถ้าน้ำมาอย่างมหาศาลเช่นครั้งนี้ จนผมต้อง หนีออกมามาจากบ้านที่รักและผูกพัน เพื่อเอาชีวิตรอดไว้ก่อน
ผมออกเดินทางจากหัวหินเวลาตีห้าตรงด้วยรถตู้ มาถึงกรุงเทพที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ตอนแปดโมงครึ่ง นั่งแท็กซี่ขี้บ่นคนหนึ่งที่ต้องทนฟังเขาตลอดทาง มาถึงที่นัดหมายในเวลาที่กำหนด ผมได้อาศัยเพื่อนจากสองบริษัทคือตู่ วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท SCG และ ดร.ส่งเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันลูกโลกสีเขียว ให้ช่วยจัดสิ่งของต่างต่างที่เขามีอยู่เพื่อนำไปให้ชุมชนที่ผมไปอาศัยอยู่ และขอรถยนต์กับเรือ เพื่อพาผมกลับไปดูบ้านด้วย ผมต้องเดินทางด้วยรถยนต์และเรือ เพราะรถยนต์ไม่สามารถเข้าไปถึงบ้านผมได้
เราเดินทางตรงเวลาพร้อมคณะหนุ่มสาวจิตอาสาของสองบริษัทฯกว่าสิบชีวิต มีข้าวของครบถ้วนทุกอย่างตามที่ชาวบ้านขอไป ผมใช้เวลาเดินทางทั้งหมดสี่ชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน จากร้านพรอพบาร์ที่เพื่อนเป็นเจ้าของร้านทำอาหารกล่องฝากไปด้วย และยังมีนนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับภาพยนตร์แวะเอาหมูปิ้งข้าวเหนียวมาเติมให้อีก ทั้งหมดกว่าสองร้อยกล่อง
ชาวบ้านต้องขับเรือมารับของที่ปากคลองพระอุดม ใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมง ด้วยของมากเกินจะขนไปเที่ยวเดียวได้ ต้องสองเที่ยวจึงหมด เพราะเรือก็ไม่ใหญ่มากและมีอยู่เพียงลำเดียว ส่วนผมนั่งเรือลำเล็กแยกต่างหาก เราเดินทางมาตามคลองได้จนถึงประตูน้ำ ต้องอ้อมเรือออกไปทุ่งนา ซึ่งกลายเป็นทุ่งน้ำไกลสุดลูกหูลูกตา
ผมไม่เคยเห็นน้ำมากมายขนาดนี้ เราแล่นเรือมาบนถนนมากกว่าคลอง เพราะคลองมีผักตบชวาเต็มจนเรือไม่สามารถวิ่งผ่านไปได้ ระยะทางไม่มากแต่ต้องอ้อมไปตามทุ่ง น้ำในคลองท่วมบ้านเรือนริมฝั่งและวัดตลอดเส้นทาง จากปากคลองพระอุดมไปบ้านผมต้องผ่านวัดราวแปดวัด เริ่มตั้งแต่วัดปากคลองพระอุดม วัดท้องคุ้ง วัดโปรดเกษ วัดท่าเกวียน วัดสะพานสูง วัดทองสะอาด และตัดกับถนนสาย ๓๔๕ ฯลฯ ระยะทางราวสิบกิโลเมตรถ้าเดินทางโดยถนน ริมคลองน้ำท่วมบ้าน ทะลุคันคลองออกไปที่ทุ่งนาเป็นทุ่งน้ำที่ยาวสุดสายตา บ้านเรือนบางหลังเหลือแต่หลังคา หมู่บ้านหลายสิบหมู่บ้านน้ำท่วมชั้นล่างเกือบถึงชั้นสอง บ้านชาวบ้านริมคลองท่วมหลังมิดไปหลายร้อยหลัง น้ำในคลองไหลเอื่อยไม่เชี่ยวกรากเหมือนตอนน้ำมา
น้ำมาจากไหนมากมายเหลือเกิน น้ำมาจากการจัดการที่ไม่เหมาะสมกับเวลาที่ควรจัดการ เมื่อมาแล้วจึงแก้ปัญหาจึงได้เป็นเช่นนี้ ถ้าเราจัดการน้ำตลอดปีอย่างละเอียด น้ำมากเท่าไหร่เราก็จัดการได้ เตรียมการทัน เอาเถอะผมไม่อยากวิจารณ์เรื่องนี้ ไว้อึดอัดจนทนไม่ไหวจะปากหมาอีกสักหน
เพราะวันนี้ผมมีแต่ความรันทดใจแสนสาหัสเมื่อมาถึงบ้าน ผมแวะไปรับเจ้าลอยแมวที่ลอยมากับผักตบชวากอใหญ่ที่ผมพายเรือไปรับมาอาบน้ำให้นมและเลี้ยงเธอเป็นเพื่อนกันมายาวนานถึงหกปี เจ้าลอยน่ารักจนทำให้คู่ชีวิตผมหลงรักมันได้และผูกพันกันมา
แรกเมื่อมาถึงบ้านผมไม่กล้าเข้าไปห้องที่เก็บหนังสือไม่ทันหรือเก็บแต่ไม่พ้นน้ำ เพราะน้ำมาสูงถึงสองเมตรห้าสิบ เกินกำลังจะขนขึ้นชั้นสองได้ทัน และมาเร็วเหลือเกิน น้ำที่มาท่วมบ้านคือน้ำจากทุ่งตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาฝั่งตะวันตก ที่ไหลบ่าไปบางบัวทอง บางกรวย แล้วศาลายา ออกไปถึงนครชัยศรี เป็นน้ำทุ่งเดียวกันที่มีมากมายมหาศาล
ผมไปดูบ้านที่เคยนอนก่อนมาที่บ้านห้องสมุด ไปดูคราบน้ำที่ลดลงเพียงสามสิบซม. น้ำในคลองเสมอกันกับน้ำในบ้าน ที่จริงน้ำที่ท่วมมากไม่ได้มาจากคลองแต่มาจากน้ำทุ่ง จนเหนือกว่าคลองและปรับตัวให้เสมอกัน ดาหน้าไปที่ต่ำเพื่อออกทะเลตามปกติของน้ำที่ไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ
ตู้เตียงเขรอะไปด้วนดินโคลน รูปเขียนยังแขวนอยู่ที่เดิมเพราะสูงเกินน้ำจะไปถึง ในครัวที่พื้นที่ต่ำกว่าน้ำยังเจิ่งนองอยู่รำไร ห้องนอนว่างเปล่าไม่น่านอนอีกแล้ว ผมคงรื้อบ้านหลังนอนที่นอนมากว่าสิบสี่ปีทิ้งไป
กว่าผมจะกลับมาดูหนังสือก็เกือบค่ำมืดแล้ว เพียงเปิดประตูอยู่ข้างนอกก็สุดจะทนต่อภาพที่เห็นไม่ได้ หนังสือเน่าเฟะอยู่กับน้ำมากมายหลายร้อยหลายพันเล่ม ที่วางบนโต๊ะนั้นท่วมขึ้นไปทั้งกอง ย่อยยับอัปราอยู่ตรงนั้น เปียโนอายุร้อยปีเค้เก้ไม่เป็นท่า เก้าอี้ลอยคอเล่นในมุมของห้อง
พื้นที่ผมย่ำลงไปมีแต่หนังสือที่จมอยู่ มันละลายเลื่อนไหลไปกับเท้าที่ย่ำไป จนผมต้องเดินออกมาด้วยเศร้าสะเทือนใจแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ผมจะรักหนังสือได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ จะไม่รักมันอย่างไรได้ ที่นั่งเขียนเป็นเรื่องเป็นราวอยู่นี่ก็เพราะหนังสือที่จมอยู่ในน้ำไม่ใช่หรือ ความรู้ทั้งหมดที่ได้มาก็หนังสือทั้งนั้น เก็บหอมรอมริบเงินกว่าจะได้ซื้อหนังสือสักเล่ม ทะนุถนอมหอบหิ้วกันไปทุกที่ทุกแห่งที่ต้องโยกย้าย จนมาถึงวันนี้ที่เป็นเรือนตาย ก็ต้องมาจ่อมจมล่มสลายลงเสียแล้ว
หนังสือที่เคยรักเคยหวงมาจากไปด้วยน้ำ ที่ไม่สามารถเอากลับคืนได้ แต่ยังมองเห็นอยู่เต็มตา ไฟไหม้ไปเสียทั้งหมดไม่ให้เห็นยังดีเสียกว่า
ชีวิตของผมอยู่กับหนังสือมาแต่เด็ก มีความผูกพันมากมายกว่าสิ่งใดในโลกนี้ ผมรักหวงแหนเก็บรักษาอย่างดีด้วยความขอบคุณในคุณค่าของมันที่สร้างผมให้เป็นคนเต็มคน ผมไม่เคยเชื่อว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือจะเป็นคนได้ด้วยซ้ำ
น้ำตาอาจจะไหลออกมาเมื่อใดก็ได้ แต่ผมก็เก็บมันไว้ข้างใน ผมเขียนจดหมายนี้ตั้งแต่หัวค่ำ มาแล้วเสร็จเอาเมื่อพระจันทร์แสนสวยทอแสงลงผืนน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาล พระจันทร์บ้านผมสวยเสมอและผมไม่เคยพลาดที่จะออกมานั่งมองมันทุกคืนแม้จะเป็นคืนเดือนมืด และถามความมืดว่าพระจันทร์ไปไหน
วันนี้พระจันทร์ไม่เต็มดวง แต่ก็ทอแสงงามจับใจจนทำให้ผมลืมเรื่องหนังสือ พระจันทร์บอกผมว่า อย่าอาลัยอาวรณ์กับหนังสือนักเลย ยังมีหนังสือในโลกอีกหลายล้านเล่มที่เรียงรายรอการอ่านจากคน
ผมเคยปรามาสผู้หญิงคนหนึ่งว่า ที่เธอไม่สามารถจัดการการงานของเธอได้ก็เพราะเธอไม่อ่านหนังสือ
พระจันทร์ยืนยันกับผมในคืนนี้เพื่อให้ผมได้หลับและตื่นมาในวันพรุ่ง
รักและคิดถึงผู้อ่านครับ
นิวัติ กองเพียร
..................
(หมายเหตุ : ที่มา : http://www.niwatkongpien.com/niwatletter003.php)



