ไลฟ์สไตล์

เมื่อสิงห์รถบรรทุกพิสูจน์ความประหยัดมิชลินเอนเนอร์จี

เมื่อสิงห์รถบรรทุกพิสูจน์ความประหยัดมิชลินเอนเนอร์จี

03 พ.ค. 2552

ช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ผมได้มีโอกาสร่วมสังเกตการณ์กิจกรรมทดสอบคุณสมบัติประหยัดน้ำมัน ของยางรถบรรทุกมิชลิน เอนเนอร์จี ซึ่งจัดโดยบริษัท สยามมิชลิน จำกัด เป็นการทดสอบ ยางรถบรรทุกตระกูลเอนเนอร์จี (Energy Truck Tire) มิชลินจัดทดสอบสมรรถนะยางรถบรรทุกมิชลิน เอน

 มิชลิน เอนเนอร์จี เป็นยางรถบรรทุกมิชลินตระกูลเอนเนอร์จี มี 2 รุ่น ได้แก่  MICHELIN XZA 2+ ขนาด 11R 22.5 และ 295/80R 22.5 พัฒนาให้เหมาะกับสภาพการใช้งานกับทุกตำแหน่งล้อ และ MICHELIN XDA 2+ ขนาด 295/80R 22.5 ซึ่งถูกออกแบบโดยเฉพาะสำหรับเพลาขับ (Drive Axle) เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม  โดยยางทั้ง 2 รุ่นสามารถหล่อดอกยางได้ใหม่จากโครงยางเส้นเดิม (Retreadable Tire) ได้อีกด้วย

  สำหรับตระกูล เอนเนอร์จี นั้นคือยางที่มีส่วนผสมของซิลิกาในเนื้อยาง ซิลิกาเป็นแร่ธาตุที่มีความแข็ง เพิ่มความสามารถในการคืนตัวของเนื้อยางเมื่อถูกบดทับลงไปบนถนน เมื่อยางหมุนไปจึงช่วยต่อต้านการหมุน (Rolling resistance) พูดง่ายๆ ว่า ใส่แรงหรือพลังงานเข้าไปเท่าๆ กัน ยางเอนเนอร์จีจะหมุนไปได้ไกลกว่ายางมาตรฐาน

  มิชลินได้พันธมิตรอย่าง มิตซูบิชิ ฟูโซ่ ที่ให้ยืมรถหัวลากรุ่นใหม่ 2 คัน เพื่อนำมาขับเปรียบเทียบความประหยัดน้ำมันของยางมิชลิน เอนเนอร์จี โดยการดัดแปลงติดตั้งถังน้ำมัน 100 ลิตร ไว้ที่บริเวณพื้นที่ช่องรอยต่อของเทรลเลอร์กับหัวเก๋ง แล้วต่อบายพาสสายส่งน้ำมันเข้าไปยังระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้รถวิ่งโดยใช้น้ำมันจากถังที่ติดตั้งเข้าไปใหม่ ง่ายต่อการตรวจวัดการบริโภคเชื้อเพลิง ด้วยการชั่งน้ำหนักน้ำมันรวมน้ำหนักถังบนตาชั่งดิจิทัลขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดความเที่ยงตรง

 ผลการทดสอบ ที่ออกมา ยางมิชลินมาตรฐานใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไป 210.05 กิโลกรัม (247.11 ลิตร) ยางมิชลิน เอนเนอร์จี ใช้น้ำมันไป 199.9 กิโลกรัม (235.17 ลิตร) ได้ค่าความประหยัดที่ 4.83% เมื่อเทียบกับยางมาตรฐาน  เฉลี่ยแล้วทริปทดสอบครั้งนี้ทำค่าประหยัดได้เฉลี่ย 4-6% นั่นก็เพราะบางช่วงฝนตกแรงทำความเร็วไม่ได้ และรถหนาแน่นต้องเบรกบ่อย ซึ่งทั้งหมดมีผลต่อการต่อต้านการหมุนของยาง แต่ผลที่ออกมาถือว่าน่าพึงพอใจ

 ใจเพชร เจวาภัทรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจยางรถบรรทุกและยางนอกทางหลวง กลุ่มสยาม มิชลิน เล่าว่า รถบรรทุก 1 คันวิ่งใช้งานตลอดมีค่าน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 7 แสนบาทต่อคันต่อปี หากประหยัดได้ถึง 6% ก็ประหยัดค่าน้ำมันไป 4.2 หมื่นบาทต่อคันต่อปี อีกทั้งผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ก็มีรถในฟลีทนับร้อยคัน ก็จะเห็นตัวเลขนี้เด่นชัดมากขึ้น แม้ว่าราคายางมิชลิน เอนเนอร์จีจะมีราคาสูงขึ้นประมาณ 5% แต่เมื่อสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงจากปิโตรเลียมได้ส่วนหนึ่ง ก็นับว่าช่วยประหยัดเงินในการนำเข้าน้ำมันดิบและลดการปล่อยมลพิษจากเครื่องยนต์สู่สิ่งแวดล้อมได้ทางหนึ่งด้วย