
เตือนภัยพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม52จว.
เตือนภัยพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม52จว. สู่มาตรการตั้งรับอย่างปลอดภัย
ซากแห่งความสูญเสียจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ไม่ทันจางหาย ประชาชนในหลายพื้นที่อาจต้องผจญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกครั้งหลังมีฝนตกต่อเนื่องในหลายจังหวัด โดยเฉพาะทางภาคใต้ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดดินถล่ม(Landslide)ในหลายจังหวัด ซึ่งภัยพิบัติดังกล่าวมักเกิดขึ้นพร้อมกับน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกหนักมากและบริเวณเทือกเขา
กรมพัฒนาที่ดิน ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดินถล่ม ที่อาจทำให้เกิดความสูญเสียต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จึงได้จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยดินต่อการเกิดถล่มและน้ำป่าไหลหลาก โดยวิเคราะห์จากลักษณะดิน สภาพการใช้ที่ดิน ความลาดชันของพื้นที่ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา และสถิติของพื้นที่ที่เคยเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก เพื่อประมวลผลและจัดทำเป็นแผนที่เตือนภัยและแจ้งเตือนภัยพื้นที่เสี่ยงดินถล่มให้เกษตรกรและประชาชนได้รับทราบข้อมูลล่วงหน้าเพื่อจะได้เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผยรายละเอียดในเรื่องนี้ โดยเบื้องต้นพบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก จำนวน 52 จังหวัด ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 5,722,543 ไร่ โดยพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มสูงที่สุด คือ ภาคเหนือ 15 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร เชียงราย น่าน พะเยา พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี รวมเนื้อที่ 2,796,066 ไร่ รองลงมา คือ ภาคใต้ 14 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี รวมเนื้อที่ 1,646,584 ไร่
ขณะที่ภาคกลาง มีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี และสุพรรณบุรี รวมเนื้อที่ 896,127 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มุกดาหาร เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี รวมเนื้อที่ 205,181 ไร่ และภาคตะวันออก 6 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ระยอง และสระแก้ว รวมเนื้อที่ 178,585 ไร่
"ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมนี้ จะเป็นช่วงหน้ามรสุมของภาคใต้ จังหวัดทางภาคใต้ที่น่าห่วงและเสี่ยงต่อดินถล่มมากที่สุดคือสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา และกระบี่ ถ้ามีฝนตกหนักก็อาจจะทำให้ดินและหินที่ค้างบนร่องเขาไหลลงมาอีกรอบหนึ่งได้ ดังนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ต้องรู้และเฝ้าระวังในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียซ้ำอีก" ธวัชชัยกล่าว
ด้าน ไพฑูรย์ คดีธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันภัยธรรมชาติ และความเสี่ยงด้านการเกษตร กล่าวว่า ตามแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยดินต่อการเกิดถล่มและน้ำป่าไหลหลาก แยกการดำเนินงานออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การป้องกัน และการเตือนภัย ในส่วนของการป้องกันสามารถทำได้โดยการทำขั้นบันได ขุดรับน้ำรอบขอบเขา ขุดหลุมลึกเพื่อปลูกไม้ยืนต้น ปลูกหญ้าแฝก ตามความเหมาะสมของพื้นที่ แต่ทั้งหมดมีต้นทุนที่สูงมาก งบประมาณ?ที่?ได้?ยัง?ไม่?เพี?ยง?พอ?ต่อ?พื้นที่?จะ?เข้าไป?ดำเนิน?การได้ทั้งหมด
"ข้อควรจำง่ายๆ ที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มควรสังเกตเพื่อเฝ้าระวัง คือ เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหรือเกิดแผ่นดินไหวให้สังเกตสีของน้ำที่ไหลผ่าน หากน้ำสีขุ่นมีเศษซากวัสดุไหลมาตามน้ำให้สันนิษฐานว่าอาจจะเกิดดินโคลนถล่ม หรือมีเสียงดังอื้ออึงผิดปกติมาจากภูเขาและลำห้วยและน้ำท่วมสูงขึ้น หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามเบื้องต้นให้รีบอพยพออกจากพื้นที่โดยทันทีเพื่อความปลอดภัย" ไพฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย



