ไลฟ์สไตล์

หวัดเม็กซิโกหายได้ไม่ต้องพึ่งยา

หวัดเม็กซิโกหายได้ไม่ต้องพึ่งยา

03 พ.ค. 2552

ท่ามกลางความตื่นตระหนกของการแพร่ระบาดเชื้อไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก ตลอดจนการตื่นตัวขององค์การอนามัยโลก (ฮู) ที่จะป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสชนิดนี้สร้างความสูญเสียอีกต่อไป มีข้อมูลทางการแพทย์หนึ่งที่น่าสนใจ คือ หากมีการดูแลรักษาตัวอย่างดีแล้วก็จะสามารถหายป่วยได้เ

 ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล นายกสมาคมไวรัสวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกไม่ได้มีความรุนแรงน่ากลัวนัก หากเทียบจากสถิติแล้วจะพบว่า มีผู้เสียชีวิตเพียงร้อยละ 6 ขณะที่ ไข้หวัดนกเสียชีวิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 หากผู้ป่วยได้รับเชื้อในที่ห่างไกลสถานพยาบาลก็ไม่ต้องตกใจ ให้รักษาตัวอย่างดี เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ทุกประเภท สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งยาใดๆ ทั้งสิ้น

 "แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอมีอาการรุนแรง เป็นไข้ไม่ลดหลายวันติดต่อกันก็จำเป็นต้องให้ยารักษาไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจะได้ผลก็ต่อเมื่อให้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเชื้อออกฤทธิ์ ถ้าให้หลังจากนั้นก็ได้ผลน้อยลง" ศ.นพ.ประเสริฐ กล่าว

 ในส่วนของการรักษาผู้ติดเชื้อไข้หวัดเม็กซิโกที่ได้ผลนั้น ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แนะนำขั้นตอนปฏิบัติดังต่อไปนี้

 1.หากพบผู้ป่วยมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส พร้อมด้วยอาการน้ำมูก ไอ เจ็บคอ หายใจผิดปกติ ปวดหรือมีอาการน่าสงสัย ต้องนำเชื้อไปวิเคราะห์สายพันธุ์ในห้องทดลอง แล้วรอผล 1-2 วัน

 2.ระหว่างการรอผลแพทย์จะให้ยารักษาไวรัสกลุ่มเอช 1 เอ็น 1 ซึ่งมีด้วยกัน 2 ขนาน และเป็นตัวเดียวกับที่รักษาไข้หวัดนกเอช 5 เอ็น 1 คือ "ทามิฟลู" ชื่อสามัญ โอเซลทามิเวียร์ (olseltamivir) หรือ "ซานามิเวียร์" ซึ่งจะใช้กับผู้ที่ดื้อยาตัวแรกเท่านั้น แต่ที่ผ่านมายังไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกแพ้ยาโอเซลทามิเวียร์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีสำรองเก็บไว้แล้ว 3.2 แสนชุด 

 3.เมื่อผลการวิเคราะห์เชื้อยืนยันว่า ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโก หรือที่เรียกว่าผู้ป่วยยืนยัน (Confirm case) กับผู้ป่วยน่าสงสัย (Suspected case) ก็ต้องย้ายผู้ป่วยเข้าห้องแยกพิเศษ และติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด

 4.หากผลตรวจออกมาว่าไม่ได้ติดเชื้อตัวนี้ก็ให้รักษาตามแนวทางปกติ

 อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสใหญ่เม็กซิโกยังคงสับสน สื่อมวลชนรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตแตกต่างกันมาก จนแทบไม่น่าเชื่อว่ามาจากข้อมูลองค์การอนามัยโลกเหมือนกัน เช่น ช่วงเช้าหนังสือพิมพ์รายงานยอดผู้เสียชีวิตในเม็กซิโกแล้ว 150 คน ตกบ่ายสถานีโทรทัศน์รายงานยืนยันเพียงแค่ 26 รายเท่านั้น

 กรณีนี้ ศ.นพ.อมร อธิบายว่า ตามปกติแล้วการรายงานสาเหตุเสียชีวิตจากโรคระบาดหรือเชื้อโรคประเภทใดนั้น ทั้งองค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา หรือซีดีซี (U.S.Centers for Disease Control and Prevention) จะอาศัยผลการยืนยันจากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ที่ทำซ้ำหลายๆ ครั้งจนแน่ใจ แต่การจะเก็บเชื้อจากผู้ป่วยหรือผู้ตาย เพื่อนำไปวิเคราะห์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเชื้อมักถูกเก็บมาอย่างไม่ถูกต้อง หรือเป็นเชื้อที่ไม่สมบูรณ์หรือมากพอที่จะตรวจยืนยันได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ จึงมีการสร้างระดับวิธียืนยันผลตรวจเชื้อโรคไว้ 4 ระดับด้วยกัน คือ

 ระดับ 4 เป็นระดับที่มีผลการยืนยันจากห้องทดลองอย่างแน่ชัด

 ระดับ 2-3 เป็นระดับที่มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากเชื้อโรคและอาการผู้ป่วยใกล้เคียงกันมาก เช่น เป็นเชื้อจากผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ใกล้กัน อยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรือมีลักษณะเสียชีวิตคล้ายกัน ฯลฯ

 ระดับ 1 เป็นระดับน่าสงสัย

 กรณีของเม็กซิโกองค์การอนามัยโลกรายงานว่า "มีความเป็นไปได้ว่าผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดเม็กซิโก 26 ราย แต่มีผลยืนยันจากห้องแล็บเพียง 8 ราย" ขณะที่ เว็บไซต์วิกิพีเดียรายงานว่า "ในเม็กซิโกมีผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เสียชีวิต 152 ราย คาดว่าเป็นไข้หวัดเม็กซิโก 26 ราย มีผู้ป่วยที่เป็นไปได้ว่าติดเชื้ออีก 1,995 ราย"

 ดังนั้น การรับข้อมูลข่าวสารต้องพิจารณาให้ดีว่า เป็นตัวเลขจากหน่วยงานใดและยืนยันระดับไหน ล่าสุดสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นและลอสแองเจลิส ไทม์ รายงานจากอเมริกาว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกระบาดไปทั่วโลกแล้ว 24 ประเทศ มีผู้ต้องสงสัยทั้งสิ้น 2,467 ราย มีการรับรองจากห้องแล็บแล้ว 234 ราย และผู้เสียชีวิต 153 ราย (เม็กซิโก 152 ราย อเมริกา 1 ราย)

 "ผมว่าตัวเลขพวกนี้มันน้อยไป คาดว่ามีการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกไปอีกหลายประเทศ และมีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่านี้หลายเท่า แต่เกือบทุกประเทศไม่กล้ารายงานออกมา เพราะกังวลจะกระทบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น บางประเทศในเอเชียที่ไม่มีการยืนยันแน่ชัด เพียงแต่ว่าเป็นผู้ป่วยต้องสงสัย ผ่านไปกี่วันก็ยังต้องสงสัย ไม่ยืนยันแน่ชัดสักที หลายประเทศจะยอมรับก็ต่อเมื่อการระบาดเริ่มรุนแรงและเกรงว่าจะควบคุมเองไม่ได้ ต้องให้หน่วยงานระหว่างประเทศมาช่วย เหมือนกับไทยที่เริ่มแรกไม่ยอมรับว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวี กระทั่งมีการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว มีผู้ป่วยเพิ่มจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ กระทรวงสาธารณสุขเลยต้องออกมายอมรับในที่สุด ในอีกแง่หนึ่งคือโรคไข้หวัดใหญ่ทุกชนิด รวมถึงเชื้อจากเม็กซิโกตัวนี้ ถ้าได้รับยาอย่างทันท่วงที อาการป่วยก็จะหายไปภายในไม่กี่วัน และร่างกายจะสร้างภูมิต้านทาน จนตรวจไม่พบอีก บางประเทศจึงไม่ยอมรับ เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจน" นายกสมาคมโรคติดเชื้อฯ ตั้งข้อสังเกต

 ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ของสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เมื่อปี 2550 พบรายงานผู้ป่วย 18,368 ราย เสียชีวิต 15 ราย ส่วนปี 2551 เฉพาะเดือนมกราคม-สิงหาคม มีรายงานผู้ป่วยทั่วประเทศ 9,557 ราย เสียชีวิต 2 ราย ที่ จ.สุราษฎร์ธานี