ไลฟ์สไตล์

สนามเรื่องสั้น-สั้น:ตุ๊กตาหมี

สนามเรื่องสั้น-สั้น:ตุ๊กตาหมี

06 พ.ย. 2554

สนามเรื่องสั้น-สั้น : ตุ๊กตาหมี : โดย...นีรา

         ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ต้องทั้งหวงและห่วงฉันมากขนาดนี้ !
 ก็เข้าใจอยู่หรอกนะว่าฉันน่ะเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน พ่อและแม่ก็เลยต้องหวงและห่วงเป็นธรรมดาที่ฉันจะขอออกไปเที่ยวแบบค้างคืนที่ต่างจังหวัดกับเพื่อนร่วมห้องที่มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย

         พ่อให้เหตุผลที่ไม่อนุญาตให้ฉันไปเพราะว่าฉันน่ะยังเป็นเด็ก
 แต่ว่าพอมานั่งคิดดูแล้วฉันเองก็โตพอที่จะใช้คำนำหน้าชื่อว่า ‘นางสาว’ และขึ้นมัธยมปลายเรียบร้อยแล้วนะ แล้วอีกอย่างในบรรดาเพื่อนทั้งห้องก็มีแค่ฉันคนดียวที่แหละที่พ่อและแม่ไม่อนุญาตให้ไปเที่ยว !

         “หนูก็แค่อยากรู้เหตุผลนอกเหนือไปจากคำว่าหนูเป็นเด็กนะคะพ่อ ถ้าพ่อมีเหตุผลพอหนูจะได้เข้าใจแล้วบอกว่ายังไงหนูคงไปเที่ยวกับเพื่อนไม่ได้” ฉันอุทธรณ์หลังจากที่เราสามคน พ่อ แม่ และฉัน นั่งนิ่งเงียบปล่อยให้เสียงโทรทัศน์ดังอย่างไปเรื่อยเปื่อยทั้งที่ไม่มีใครสนใจฟังสักนิดมาพักใหญ่แล้ว

         พ่อถอนหายใจออกมา “พ่อไม่มีเหตุผลอื่นนอกเหนือไปจากที่ว่าหนูยังเด็ก และเพื่อนๆ ของหนูก็ยังเด็ก”

         “แล้วพ่อคิดว่าหนูจะเป็นเด็กไปสักอีกกี่ปีคะ? ต้องให้หนูบรรลุนิติภาวะ หรือว่าให้หนูอายุสามสิบ หรือว่าสี่สิบซะก่อนหนูถึงจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนได้ ถ้าพ่อไม่ปล่อยให้หนูได้ลองออกไปใช้ชีวิตข้างนอกดูบ้าง แล้วเมื่อไหร่หนูจะโตสักทีละคะ?”

         ถึงแม้ว่าฉันจะใช้อารมณ์ไปกับคำพูดนี้… แต่ฉันก็ว่าฉันคิดไตร่ตรองออกมาแล้วแหละว่าที่ฉันพูดออกไปมันสมเหตุสมผล

         …และคนที่บอกว่าเป็นผู้ใหญ่อย่างพ่อและแม่ก็ควรที่จะฟังเหตุผลของฉันบ้าง !

         “อย่าขึ้นเสียงกับพ่อ” แม่พูดเสียงเรียบที่พอทำให้ฉันรู้ได้ว่าแม่โกรธฉันเข้าให้เรียบร้อยแล้ว
 แต่ว่าตอนนี้ใครจะสนกันล่ะ !

         “งั้นแม่ก็บอกหนูมาสิคะว่าการที่หนูเป็นเด็ก เพื่อนหนูเป็นเด็กเนี่ย… ทำไมถึงทำให้หนูไปเที่ยวกับเพื่อนไม่ได้ แล้วอีกอย่างหนูก็อายุสิบหกจะสิบเจ็ดในอีกสองเดือนแล้วด้วย หนูไม่เห็นว่ามันจะเด็กตรงไหนเลย อีกแป๊บเดียวหนูก็จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วนะคะ”

         “อย่าขึ้นเสียงกับแม่” คราวนี้เป็นพ่อพูดบ้าง และทั้งพ่อและแม่ก็กำลังทำให้ฉันหงุดหงิดขึ้นไปอีก

         “ถ้ายังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ไม่ฟังเหตุผลแบบนี้ยังไงหนูก็ยังเป็นเด็กอยู่ดีนั่นแหละ” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก และเริ่มต้นพูดต่อไปอีก

         “ไม่ใช่ว่าพ่อไม่ฟังเหตุผลนะลูก แต่ว่าพ่อก็เคยอายุเท่าหนูมาก่อน พ่อก็รู้ว่าวัยเท่านี้มันเป็นวัยที่กำลังอยากลองอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะเมื่อไหร่ถ้ามีเหล้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเนี่ย ยังไงมันก็ไม่ปลอดภัย… แล้วอีกอย่างหนูก็เป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อกับแม่ ถ้าหนูเป็นอะไรไปขึ้นมา พ่อกับแม่จะอยู่ยังไง?”

         ฟังดูเหมือนมันจะมีเหตุผลที่ดี แต่ตอนนี้ฉันจับเหตุผลได้อยู่อย่างเดียว

         “สรุปที่พ่อกับแม่ไม่ให้หนูไปเที่ยว… มันเป็นเพราะว่าหนูยังเด็ก พ่อกับแม่เลยไม่ไว้ใจกลัวหนูจะแยกผิดชอบชั่วดีไม่ออกใช่ไหมคะ? ถ้าอย่างนั้นหนูเข้าใจก็ได้ หนูจะได้ไปบอกเพื่อนสักทีว่ายังไงคงไปเที่ยวด้วยไม่ได้”

         พูดจบฉันก็ลุกขึ้นเดินถอยหลังออกไปทั้งน้ำตา วิ่งขึ้นห้องนอนไปและล็อกอย่างแน่นหนา ไม่ฟังเสียงเรียกของทั้งพ่อและแม่อีกต่อไป

000000000000

         ฉันวางสายจากเพื่อนสนิทสองคนที่โทรศัพท์มาถามเรื่องการขอไปเที่ยวของฉันทั้งน้ำตา

         ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มันทับถมจนฉันยังร้องไห้ไม่หยุดอยู่ตอนนี้มันเกิดจากอะไรกันแน่ แต่ฉันว่ามันคงผสมกันทั้งที่ฉันน้อยใจที่แม้แต่พ่อแม่ของฉันเองยังไม่ไว้ใจกัน และความรู้สึกผิดที่ฉันทำกิริยาไม่ดีใส่พ่อแม่ทั้งที่รู้ว่าท่านทั้งสองเป็นห่วงฉันนั่นแหละ

         เสียงเคาะประตูห้องดังแผ่วๆ สองสามครั้ง และฉันเองก็ยังลังเลว่าจะลุกขึ้นไปเปิดดีหรือไม่?

         ในที่สุดความน้อยใจที่มีมากกว่าความรู้สึกผิดก็ชนะไปขาดลอย ฉันสะบัดหน้าหนีจากประตูและพยายามที่จะควานหาตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวโปรดที่ฉันมักจะเอามากอดทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ
หาไม่เจอ !

         ฉันขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ สุดท้ายก็ต้องลงไปเดินวนหาเจ้าหมีน้อยที่ข้างเตียงก็แล้ว ใต้เตียงก็แล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบสักที

         ฉันเอาตุ๊กตาไปซักหรือเปล่านะ… ไม่น่าจะใช่อยู่ดีนั่นแหละ แล้วหายไปได้ยังไงกัน?
เสียงเคาะประตูห้องก็ยังดังแผ่วๆ ทำให้ฉันหงุดหงิดขึ้นไปใหญ่… แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ถึงสาเหตุที่เจ้าหมีน้อยของฉันหายไปมันเกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เอง

00000000000000

         ‘หนูว่าจะเอาตุ๊กตาที่หนูมีไปบริจาคให้เด็กกำพร้านะคะแม่ ตุ๊กตาเต็มบ้านไปหมดแล้ว’ ฉันบอกแม่ไปอย่างนั้นในตอนนั้นที่ฉันกับแม่ช่วยกันจัดห้องนอนของฉัน

         ‘ตัวนี้ด้วยเหรอลูก?’ แม่ถามอย่างแปลกใจที่เห็นฉันเอาตุ๊กตาตัวโปรดใส่ลงไปในกล่องที่เตรียมไว้

         ‘ปกติหนูจะนอนกอดตุ๊กตาตัวนี้ทุกคืนนี่นา โดยเฉพาะเวลามีเรื่องไม่สบายใจก็ขาดไม่ได้เลยนะ’ แม่แย้ง

         ‘โธ่… หนูว่าหนูโตแล้วนะคะแม่ อยู่จนมอปลายแล้ว ไม่มีใครเขานอนกอดตุ๊กตาหมีกันแล้วแหละค่ะ ไม่ใช่เด็กๆ ซะหน่อย แล้วอีกอย่าง ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจหนูคุยกับพ่อแม่ก็ได้ กับเพื่อนสนิทก็ได้ หนูมีเพื่อนสนิทตั้งหลายคนแน่ะ’ ฉันพูดพลางหัวเราะ แต่ดูเหมือนว่าแม่จะมีสีหน้าไม่สบายใจเท่าไหร่นัก

000000000000000

เสียงเคาะประตูยังคงดังอยู่อย่างนั้น
ป่านนี้พ่อคงจะเจ็บมือแย่แล้วแหละ…

         สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจวิ่งไปเปิดประตูห้องนอนเพื่อพบกับทั้งพ่อและแม่ยืนอยู่หน้าห้องด้วยสายตาเป็นห่วงแกมเสียใจ ฉันโผเข้ากอดแม่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียยกใหญ่

         “แม่… หนูคิดถึงตุ๊กตาหมีของหนู”
ฉันจำไม่ได้ว่าฉันพร่ำพูดอย่างนั้นไปร้องไห้ไปนานสักเท่าไหร่ แต่ที่ฉันรู้ก็คือฉันยังคงเป็นเด็กอย่างที่พ่อและแม่ว่าไว้จริงๆ นั่นแหละ

         แม่ลูบผมฉันเบาๆ และพูดออกมาด้วยประโยคที่ฉันเองคาดไม่ถึง “แม่รู้อยู่แล้วแหละว่ายังไงหนูก็ขาดตุ๊กตาตัวโปรดไปไม่ได้ แม่เลยแอบเก็บไว้ให้ก่อนที่จะเอาตุ๊กตาตัวอื่นไปบริจาค… มันอยู่ที่ห้องแม่เองจ้ะ”

         ฉันผละออกจากอกแม่แล้วยิ้มให้บุพการีทั้งสองอย่างเก้อๆ “งั้นเดี๋ยวหนูไปเอาตุ๊กตาคืนที่ห้องแม่นะคะ”
ก็ได้… ก็ได้ ฉันยอมรับก็ได้ว่าฉันยังเป็นเด็ก! แต่ว่ายังไงฉันก็จะไม่ยอมละวิธีหาเหตุผลให้พ่อกับแม่อนุญาตให้ฉันไปเที่ยวหรอก
ก็คอยดูสิ

------------------------

(สนามเรื่องสั้น-สั้น : ตุ๊กตาหมี : โดย...นีรา)