ไลฟ์สไตล์

'โซเชียลบอท'ภัยเงียบแฝงที่มากับ'เฟซบุ๊ก'

'โซเชียลบอท'ภัยเงียบแฝงที่มากับ'เฟซบุ๊ก'

06 พ.ย. 2554

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องการการสื่อสาร ติดต่อรับรู้ความเป็นไปของเพื่อนร่วมสังคมไม่ว่าจะอยู่ห่างกันเท่าใด

    มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องการการสื่อสาร ติดต่อรับรู้ความเป็นไปของเพื่อนร่วมสังคมไม่ว่าจะอยู่ห่างกันเท่าใด ความต้องการที่จะรู้จะเห็นเรื่องราวของเพื่อนนั้นยังคงอยู่ต่อไปคู่กับชีวิตมนุษย์ ซึ่งเป็นไปตามสัญชาตญาณในจิตใจของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

    เมื่อการติดต่อปะทะสัมพันธ์กันทางกายภาพแบบเห็นหน้าเห็นตากันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ มนุษย์ผู้ประเสริฐก็สร้างโลกเสมือนจริงขึ้นในจักรวาลอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า "โซเชียลมีเดีย" เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารรับรู้รับทราบข่าวสารของสมาชิกสังคมคนอื่นๆ

    ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "เฟซบุ๊ก" เป็นสื่อโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเวลานี้ ด้วยจำนวนสมาชิกทั่วโลกทะลุ 800 ล้านคนไปเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เฟซบุ๊กเป็นสังคมเสมือนจริงที่มีสมาชิกมากหน้าหลายตา ทั้งดารา นักการเมือง ผู้มีชื่อเสียงในสังคมโลก เซเลบริตี้นักธุรกิจ จนถึงเด็กวัยรุ่นที่ต้องการจะหาคนที่ทำให้หัวใจว้าวุ่น ก็มาใช้บริการของโลกเสมือนจริงใบนี้

    แต่สมาชิก 800 ล้านคนของเฟซบุ๊ก อาจจะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าตนเองเป็น "เพื่อน" กับ "บอท" (คำย่อของโรบอท-หุ่นยนต์) ที่เป็นเพียงโปรแกรมคำสั่งซึ่งผู้ไม่ประสงค์ดีจัดทำขึ้นมาและสร้างบัญชีเฟซบุ๊กขึ้นมาเพื่อล่อลวงให้สมาชิกรายอื่นหลงรับเป็นเพื่อน เพื่อ "ล้วง" ข้อมูลจาก "เหยื่อ" ที่ไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมเจ้าของบอทเหล่านั้น

    ความไม่หวังดีของโปรแกรมเมอร์ที่ต้องการฉกฉวยผลประโยชน์จากความอยากรู้อยากเห็น อยากมีเพื่อนเพิ่มขึ้นของสมาชิกเฟซบุ๊ก ทำให้เกิด "โซเชียลบอท" ที่ทำหน้าที่เป็นนกต่อล่อลวงล้วงข้อมูลเหยื่อในเฟซบุ๊กขึ้นมาโดยเฉพาะ

    มีการซื้อขายโซเชียลบอทในอินเทอร์เน็ตในราคาเพียง 29 ดอลลาร์ (ประมาณ 900 บาท) แต่ผลการลงทุนคือข้อมูลสำคัญตั้งแต่ข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ ซึ่งอาจรวมไปถึงหมายเลขบัตรเครดิต ที่ผู้ไม่หวังดีจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้มหาศาล เพราะบอทบางตัวถูกตั้งโปรแกรมให้คัดลอกตัวเองเข้าไปฝังตัวในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว แล้วล้วงความลับ ข้อมูลสำคัญๆ ส่งกลับไปยังเจ้าของ

คล้ายกับกุมารทองทำหน้าที่สืบข่าวให้แก่ผู้มีอาคม

    ทั้งยังจำลองตัวเองเป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กที่ตกเป็นเหยื่อ ส่งข้อความเชิญชวนไปยังเพื่อนในกลุ่มให้เปิดรับโซเชียลบอทเป็นเพื่อนอีกเป็นทอดๆ

    ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโซเชียลบอทจึงเกิดขึ้นในวงกว้าง เริ่มจากเหยื่อที่ไม่รู้ตัวเพียงคนเดียว ต่อๆ กันไปเรื่อยๆ จนเพื่อนทุกคนในบัญชีกลายเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัวกันไปหมด

    เพื่อหาทางศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้เฟซบุ๊ก และโซเชียลบอท กลุ่มนักวิจัย 4 คน แห่งมหาวิทยาลัยบริทิชโคลัมเบีย ในนครแวงคูเวอร์ ประเทศแคนาดา จึงได้สร้างโซเชียลบอทขึ้นมา 102 ตัว และ "บอทมาสเตอร์" ที่ทำหน้าที่ผู้กำกับพฤติกรรมของบอทเหล่านั้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อการทดลองวิจัย แต่ก็ทำให้เฟซบุ๊กถึงกับเดือดดาล หน้าแดงหูแดง เพราะไม่คิดว่าจะถูกเปิดโปงจุดอ่อนโดยนักวิจัยจากสถาบันการศึกษา

    นักวิจัยทั้ง 4 ได้ทดลองปล่อยโซเชียลบอทในช่วง 8 สัปดาห์ และส่งคำขอเป็นเพื่อนไปยังสมาชิกเฟซบุ๊ก 8,570 ราย และพบว่ามีสมาชิกเฟซบุ๊ก 3,055 รายยอมรับหุ่นยนต์โปรแกรมเหล่านั้นเป็นเพื่อนในบัญชี

     สมาชิกที่ยอมรับโซเชียลบอทเป็นเพื่อนนั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีเพื่อนในบัญชีเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ซึ่งแสดงถึงความหละหลวมของผู้ใช้เฟซบุ๊กที่อาจจะขี้เกียจคัดกรองผู้ที่ต้องการมาเป็นเพื่อนและตอบรับได้โดยง่าย ไม่คำนึงถึงผลเสียที่ตามมาซึ่งอาจจะทำให้สูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก

    ทีมวิจัยสรุปผลการทดลองครั้งนี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่สมาชิกเฟซบุ๊กจะยอมรับโซเชียลบอทเป็นเพื่อนถึง 80% ของจำนวนบอทที่ผู้ไม่หวังดีปล่อยออกมาในสังคมจำลอง

    ด้านเฟซบุ๊กที่เป็นเดือดเป็นแค้นกับการทดลองครั้งนี้ที่ "หยาม" กันอย่างเห็นๆ รีบออกมาโต้ทันควันว่าเว็บไซต์เฟซบุ๊กมีระบบป้องกันการสร้างบัญชีปลอมอยู่หลายชั้น และมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบป้องกันเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและทันสมัยอยู่เสมอ

     แถมยังเกทับด้วยว่า "ที่ไม่บล็อกบัญชีปลอมของนักวิจัยจากแคนาดาก็เพราะเห็นว่ามีต้นทางของไอพีแอดเดรส (Internet Protocal Address) หรือรหัสทะเบียนบ้านในโลกไซเบอร์ จากสถาบันการศึกษา และติติงว่าการดำเนินการวิจัยของนักวิจัยแคนาดาทั้ง 4 คนนั้นผิดจริยธรรม

    ไม่ว่าจะอย่างไรนักวิจัยทั้งสี่ ก็ได้เปิดโปงจุดอ่อนของผู้บริหารเว็บไซต์เฟซบุ๊ก และจุดอ่อนของสมาชิกในเวลาเดียวกัน ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายไม่ยอมเรียนรู้เพื่อที่จะ "เท่าทัน" ภัยที่แฝงมากับสังคมเสมือนจริง ก็เท่ากับเปิดประตูให้โจรเข้าบ้านได้อย่างสะดวกนั่นเอง