ไลฟ์สไตล์

'โยเซมิติ'สุดยอดอุทยานในฝัน

'โยเซมิติ'สุดยอดอุทยานในฝัน

06 พ.ย. 2554

คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : 'โยเซมิติ'สุดยอดอุทยานในฝัน โดย กาญจนา หงษ์ทอง

    ทิ้งภาพสะพานโกลเดนเกท ฟิชเชอร์แมนวาร์ฟ ยูเนี่ยนสแควร์ ไชน่า  ทาวน์ ถนนลอมบาร์ด และรถรางโบราณแห่งนครซานฟรานซิสโก ให้เป็นเรื่องของความหลัง สลัดบรรยากาศอันสดชื่นรื่นรมย์ของซานฟรานซิสโก ให้เป็นอดีต

      ถึงซานฟรานซิสโกจะเหนี่ยวให้โอ้เอ้ แต่ก็ยังไม่เสียความตั้งใจที่จะขับรถไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ จัดการเรื่องเช่ารถราเรียบร้อย ก็ละจากป่าคอนกรีต แล้วมุ่งหน้าสู่อุทยานในฝัน 

    จากกรุงเทพฯ มาซานฟรานซิสโกเที่ยวนี้เราเหาะเหินเดินอากาศมากับสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ส (0-2250-9880) ที่ยังคงไว้เนื้อเชื่อใจเรื่องบริการได้เสมอ และคงเหมือนนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ที่เมื่อมีโอกาสมาเที่ยวแถบแคลิฟอร์เนีย ก็มักจะเช่ารถขับไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติในละแวกนี้กัน แต่แนะนำไว้ตรงนี้เลยว่า ใครจะเช่ารถควรจะจองล่วงหน้าสักวันหนึ่ง ไม่งั้นถ้าวอล์กอินไปจองรถเลยอาจจะหารถลำบากหน่อย  หรือไม่ รถอาจจะมี แต่ก็ถูกชาร์จในราคาที่เลือกไม่ได้ จะให้ดีเลือกคันที่มีจีพีเอสให้บริการด้วย จะได้มียันต์กันหลง 

     จากซานฟรานซิสโกถ้าขับรถมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติโยเซมิติไปตามไฮเวย์ ถ้าไม่หลง ไม่แวะกระปริดกระปรอย ก็คงใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แต่เพราะเราเกิดมาเพื่อหลง เลยคูณสองเข้าไป 8 ชั่วโมงกว่าแล้วยังไม่เห็นเค้าหน้าอุทยาน กว่าจะถึงที่พักที่จับจองมากับเว็บไซต์อโกด้า(www.agoda.co.th) ก็แทบคลานขึ้นเตียง

      ที่จริงถ้าไม่ขับรถมาก็เที่ยวได้ จากซานฟรานซิสโกมีรถบัสและรถไฟวิ่งมาถึงเมืองเมอร์เซ็ด ซึ่งเป็นหน้าด่านของอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ จากที่นี่มีรถวิ่งเข้าอุทยาน หรือจะเช่ารถขับจากที่นี่ก็ได้  
หรือถ้าใครมาถึงค่ำจะแวะพักก่อนที่เมืองนี้ ก็มีที่พักให้เลือกอยู่ไม่น้อย แถมมีชอปปิ้งมอลล์ให้แวะช็อปกันด้วย อาจจะเป็นเมืองเล็กๆระหว่างทาง แต่เมอร์เซ็ดก็จัดว่าเป็นเมืองที่มีสถานที่ที่น่าสนใจอยู่พอประมาณ แถมมาที่นี่คุณจะรู้สึกเหมือนอยู่เม็กซิโกยังไงยังงั้น เพราะชาวเม็กซิกันเขานิยมมาทำงานกันที่เมืองนี้

     จากเมืองนี้ระหว่างทางยังมีมาริโพซาอีกเมืองหนึ่ง ที่นักเดินทางนิยมใช้เป็นจุดพักค้างคืน เพราะบางคนไม่อยากเข้าไปพักในเขตอุทยาน ก็จะมาหาที่พักกันกลางทาง แถมมีเรือนพักให้เลือกเยอะมาก พวกคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านค้า ปั๊มน้ำมันมีครบ รวมถึงทัวริสต์ อินฟอร์เมชั่น เซ็นเตอร์

     ถึงจะเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเล็กๆ แต่มีข้อมูลเยอะมาก นอกจากแผนที่ ก็ยังมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวภายในอุทยานด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม 

    อย่างช่วงที่ไปเป็นฤดูหนาว ไม่ใช่ว่าใครจะขับรถไปตรงไหนของอุทยานก็ได้ บางเส้นทางก็ถูกปิด เพราะถนนถูกคลุมไว้ด้วยหิมะ เจ้าหน้าที่เลยแนะนำให้ติดโซ่กันลื่นไว้ที่ล้อ เพราะถนนที่เวลาเจอหิมะละลายมักจะลื่น รถที่ล้อไม่ดีอาจจะไถลและเกิดอุบัติเหตุได้ เรื่องนี้แม้แต่ตอนเช่ารถยังต้องระวังเลย บริษัทให้เช่าจะถามก่อนเลยว่าไปไหน พอรู้ว่าไปขับในโยเซมิติเขาจะแนะนำให้เช่าคันที่มีความปลอดภัยสูงกว่า

      จากมาริโพซา ก่อนจะถึงอุทยานแห่งชาติโยเซมิติก็ยังมีเมืองเล็กๆ อีกเมืองหนึ่ง ถึงจะมีที่พักไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่บรรยากาศดี แถมอยู่ไม่ไกลจากปากทางเข้าอุทยานด้วย จึงน่าจะเหมาะกับคนที่ตั้งใจมาเที่ยวในอุทยานหลายวันแต่เลือกพักข้างนอก

      ไม่ว่าใครจะมาฤดูไหน ถ้าขับรถเข้ามาก็ต้องจ่ายค่าเข้าชมอุทยานคันละ 20 ดอลลาร์เหมือนกัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือบรรยากาศ วิวทิวทัศน์ และฉากธรรมชาติในอุทยานต่างหาก 
ยิ่งเข้าใกล้อุทยานวิวสองข้างทางยิ่งสวยงาม ในเวลาเดียวกันถนนก็คดโค้งอยู่เอาเรื่อง นักท่องเที่ยวจึงไม่ได้รับการแนะนำให้ขับขี่รถในตอนกลางคืน เพราะบางช่วงก็อาจจะอันตรายเกินไป
สำหรับนักท่องอุทยาน ที่นี่คืออุทยานในฝันที่ปรารถนาจะพารอยเท้ามาประทับ เพราะในบรรดาอุทยานแห่งชาติทั่วทั้งอเมริกาเกือบ 60 แห่งโยเซมิติถือว่าเป็นอุทยานเจ้าเสน่ห์ที่ติดท็อปทรีเป็นสุดยอดอุทยาน 

     ถ้าจะย้อนไปสำรวจความเป็นมาของดินแดนแถบนี้ ก็ต้องบอกว่า เดิมทีพื้นที่แถบนี้เป็นที่อยู่ของชาวอินเดียนแดงหลายเผ่า แต่เมื่อมีนักสำรวจบุกป่าฝ่าดงเข้ามาพบทองคำในแม่น้ำ ทำให้พวกคนขาวจำนวนมากอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน จนช่วงนั้นเรียกกันว่าเป็น ยุคตื่นทองแห่งแคลิฟอร์เนีย

    ไม่ได้มาตั้งรกรากธรรมดา แต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 พวกคนขาวได้เปิดศึกขับไล่ชาวอินเดียนแดง จนเกิดการสู้รบกันหลายยก แต่ท้ายที่สุดอินเดียนแดงก็ต้องยอมยกธงขาวให้แก่พวกคนขาว และอพยพไปอยู่ที่เมืองอื่น

     แต่หลังจากสิ้นยุคตื่นทอง ก็เริ่มมีนักเดินทางดั้นด้นมาเที่ยวในแถบนี้เมื่อ 150 กว่าปีที่ผ่านมา ภาพของโยเซมิติเริ่มถูกคลี่ออกให้ชาวโลกได้เห็นถึงความสวยงาม จนกระทั่งได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติด้วยฝีมือการผลักดันของนักอนุรักษ์ธรรมชาติคนสำคัญคือ จอห์น มุยร์ ผู้ซึ่งเล็งเห็นความยิ่งใหญ่ทางธรรมชาติของโยเซมิติ ในที่สุดที่นี่ได้รับการประทับตราจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1984

     จากนั้น ชื่อเสียงเรียงนามของโยเซมิติยิ่งโด่งดังในหมู่นักท่องอุทยาน  จนทุกวันนี้จัดว่าเป็นอุทยานแห่งชาติของโลกที่เนื้อหอมมาก แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งอเมริกันและต่างชาติ แวะเวียนมาเที่ยวชมธรรมชาติในเขตอุทยานประมาณ 3-4 ล้านคน  

     ยิ่งบุกลึกเข้าถึงข้างในมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นด้วยที่ว่าเมื่อฤดูหนาวเดินทางมาถึง โยเซมิติก็จะถูกเนรมิตให้สวยแบบเหงาๆ เมื่อต้นไม้และยอดเขาถูกโรยไว้ด้วยหิมะสีขาวโพลน สำหรับคนที่ทนทานกับการถูกอากาศหนาวทิ่มแทงได้ ก็จะได้เห็นโยเซมิติอีกบุคลิกหนึ่ง ที่ไม่ได้ร่าเริงเหมือนหน้าร้อน ไม่ได้มีสีสันเหมือนตอนฤดูใบไม้เปลี่ยนสี แต่นี่คือความสวยที่ทุกอณูถูกแทรกไว้ด้วยอากาศหนาวจับใจ 

     จะว่าไป หินแถวนี้ก็งคงจะโดนทั้งลม ฝน พายุกัดเซาะอยู่เหมือนกัน  ถึงได้หน้าตาและรูปทรงแปลกอยู่พอตัว

      ฉันบอกลาโยเซมิติมาด้วยความรู้สึกที่ว่า ธรรมชาติอาจกำลังมีอาการย่ำแย่ผุดพรายให้ชาวโลกได้เห็น แต่เมื่อได้เห็นโยเซมิติ จึงเชื่อว่าในความย่ำแย่ หากแต่ความงดงามยังคงอยู่

-------------------------
(คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : 'โยเซมิติ'สุดยอดอุทยานในฝัน โดย กาญจนา หงษ์ทอง)