ไลฟ์สไตล์

"BIG GIVE" เกิดที่นี่ คลอดที่นี่ ไม่มีค่าใช้จ่าย (9)

"BIG GIVE" เกิดที่นี่ คลอดที่นี่ ไม่มีค่าใช้จ่าย (9)

31 ต.ค. 2554

WOMB ROOM : ฟังเสียงแรกในชีวิตที่คุณเคยได้ยิน ได้ยินอะไร ในท้องแม่? ทางการแพทย์ได้มีผลการทดสอบที่ยืนยันแล้วว่า ทารกที่อยู่ในครรภ์สามารถได้ยินเสียงกระแสเลือด เสียงหัวใจเต้นของแม่ และเสียงเหล่านี้จะเป็นเสียงที่ทารกคุ้นเคยแม้ว่าจะออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว เสีย

 นอกจากนั้นเสียงหัวใจของแม่ยังเป็นเหมือนเพลงกล่อมเด็กให้แก่ทารกด้วย เพราะลูกเคยชินกับเสียงนี้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ นอกจากการให้ทารกได้ฟังเสียงหัวใจเต้นของแม่เพื่อให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและคุ้นเคยแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นการพัฒนาการฟังของทารกอีกด้วย ทั้งยังทำให้ลูกนอนหลับง่ายและอารมณ์ดี
 มหัศจรรย์ของเสียง ทางการแพทย์ได้มีการสรุปจากการทดสอบหลายๆ ครั้งแล้วว่า เสียงหัวใจเต้นของแม่มีผลกับเด็กทารกแรกเกิดมาก เช่น หากอุ้มลูกและให้ศีรษะลูกซบอยู่ทางบ่าซ้ายของแม่ ให้ใกล้ๆ กับหัวใจของแม่ จะสังเกตได้ว่าเด็กจะไม่ค่อยร้องไห้กวนใจ และจะเลี้ยงง่ายกว่าถ้าอุ้มลูกไปอีกด้าน เมื่อศีรษะของลูกอยู่ชิดแนบอกกับแม่จะได้ยินเสียงหัวใจเต้นของแม่ได้ชัดเจน ซึ่งเด็กทารกจะรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยมากกว่าและทำให้หลับง่ายกว่าท่าอื่น นอกจากนั้นหากเด็กที่ร้องไห้มากๆ โดยไม่มีสาเหตุ หากลองเปิดเสียงหัวใจเต้นของแม่หรืออุ้มลูกให้แนบกับอกแม่เพื่อให้ลูกได้ยินเสียงหัวใจเต้นของแม่ เด็กที่ร้องจะหยุดและหลับง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อทารกรู้สึกปลอดภัย การเรียนรู้และการพัฒนาระบบต่างๆ ก็จะสามารถทำงานได้ดีขึ้น การกินนมและการนอนหลับก็จะดีขึ้นทำให้ร่างกายของเด็กเติบโตได้ดี เมื่อเด็กนอนหลับ กินอิ่ม ก็จะเลี้ยงง่ายและโตเร็วนั่นเอง

Do you know?  Facts and figures
 - เด็กทารกอายุ 0-5 เดือน ที่ไม่ได้เลี้ยงด้วยนมแม่ มีโอกาสเสียชีวิตจากท้องร่วงและปอดบวมมากกว่าเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่อย่างสม่ำเสมอถึง 7 เท่า และ 5 เท่า ตามลำดับ
 - การอุ้มเด็กโดยโยกตัวไปมา หรือการไกวเปล จะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย เนื่องจากเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยเหมือนเมื่อครั้งที่ทารกน้อยยังอยู่ในมดลูกซึ่งขยับไปมาตามการเคลื่อนไหวของคุณแม่
 - โดยธรรมชาติแล้วไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ว่า การเจ็บครรภ์และคลอดจะเกิดขึ้นเมื่อวันใด แต่ทางการแพทย์การคลอดครบกำหนดหมายถึงการคลอดระหว่างสัปดาห์ที่ 37 ถึง 41 สัปดาห์ (นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย) ถ้าคลอดก่อน 37 สัปดาห์ เรียกว่าคลอดก่อนกำหนด ถ้าคลอดหลัง 41 สัปดาห์ เรียกว่าคลอดเกินกำหนด
 - เด็กทารกแรกเกิดจนถึงช่วงอายุ 3 ขวบ จะมีการพัฒนาทางสมองอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากต้องการฝึกให้ลูกเก่งภาษา ก็ควรจะต้องรีบฝึกตั้งแต่ในช่วงนั้น
 - การตั้งครรภ์แฝด เป็นภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่งของการตั้งครรภ์ อัตราการเสียชีวิตของทารกในครรภ์แฝดสองสูงกว่าในครรภ์เดี่ยว 5 เท่า
 - มีความเชื่อว่าถ้าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แพ้ท้องมาก หรือมีสิวบนใบหน้าเยอะ แสดงว่าเด็กในครรภ์เป็นเด็กชาย แต่ในความเป็นจริงฮอร์โมนของคุณแม่เป็นระบบภายในร่างกายของคุณแม่เอง ไม่ได้มาจากทารกที่ยังอาจะเป็นเพียงตัวอ่อนในครรภ์
 -  โดยปกติแล้ว ทารกแรกเกิดจะมีน้ำหนักประมาณ 3 กก. ทารกแรกเกิดที่หนักที่สุดในโลกที่มีการบันทึกไว้ คือ ทารกชาวแคนาดา คลอดในปี พ.ศ.2422 หนักถึง 10.8 กก. แต่เสียชีวิตภายใน 11 ชม. หลังคลอด ส่วนทารกที่เบาที่สุด คือ ทารกจากอเมริกา คลอดในปี 2549 ซึ่งคลอดก่อนกำหนดมากที่สุดในโลก มีอายุครรภ์เพียง 21 สัปดาห์ กับ 6 วัน มีน้ำหนักแรกคลอดเพียง 280 กรัม ในปี 2551 มีรายงานว่าทารกน้อยยังมีชีวิตอยู่ดี
 - หลังจากสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจกังวลเพราะรู้สึกว่าครรภ์มีขนาดเล็กลง อันที่จริงแล้ว เป็นเพราะลูกน้อยกำลังกลับศีรษะลงในอุ้งเชิงกราน พร้อมที่จะคลอด ออกมาลืมตาดูโลกนั่นเอง
 - เด็กทารกในครรภ์สามารถรับกลิ่นได้ เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 6 โดยจะได้กลิ่นจากการที่คุณแม่สูดกลิ่นต่างๆ เข้าร่างกาย เช่น จากอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือกลิ่นในอากาศทั่วไป หลังคลอด ประสาทการรับกลิ่นจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทารกอายุเพียง 5 วันจะสามารถแยกแยะกลิ่นนมแม่กับนมชนิดอื่นได้อย่างแม่นยำ
 - คุณแม่ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ มีหน้าท้องที่แข็งแรง ลักษณะครรภ์จะกลม เพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องกระชับ ส่วนคุณแม่ที่หน้าท้องไม่แข็งแรง หรือท้องมากกว่าหนึ่งครั้ง ลักษณะครรภ์จะยื่นมาด้านหน้า เพราะกล้ามเนื้อมีการยืดขยายมาก ลักษณะครรภ์จึงไม่เกี่ยวกับเพศของทารก ดังความเชื่อที่ว่าท้องกลมจะได้ลูกสาว ส่วนท้องแหลมจะได้ลูกชาย
 - แฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน หรือที่เรียกว่า “แฝดเหมือน” มีดีเอ็นเอเหมือนกัน แต่ลายนิ้วมือแตกต่างกัน
 - การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คือ การเดิน เพราะทำให้กล้ามเนื้อของคุณแม่แข็งแรงขึ้น และยังเป็นการออกกำลังที่แสนจะง่าย จะทำเมื่อไหร่ก็สามารถทำได้ และสามารถเดินออกกำลังกายตามคำแนะนำนี้ได้ตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือน โดยควรทำให้ได้ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719