ไลฟ์สไตล์

'สุรีพร ยุพา'ต้นแบบคนพิการสู้ชีวิต

'สุรีพร ยุพา'ต้นแบบคนพิการสู้ชีวิต

30 ต.ค. 2554

'สุรีพร ยุพา'ต้นแบบคนพิการสู้ชีวิต โดย...หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

     ชีวิตหนึ่งกว่าจะเติบใหญ่ยืนด้วยลำแข้งตัวเอง ก็ต้องพบเจอปัญหา และอุปสรรคต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะคนพิการ ที่สามารถพึ่งพาตนเอง เป็นที่พึ่งให้ครอบครัว ต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนที่มีร่างกายปกติเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า อย่างเช่น สุรีพร ยุพา  วัย 31 ปี ผู้พิการทางกาย เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงพิการ ขององค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

      สุรีพร เป็น 1 ใน 17 คนพิการ ที่ถูกคัดเลือกให้รับรางวัล "ต้นกล้าต้นแบบคนพิการ" สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จากชีวิตเด็กหญิงพิการจากโรคโปลิโอตั้งแต่ 1 ขวบ มีพ่อเป็นข้าราชการครู ใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ต้องใช้ชีวิตคนพิการโดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือใดๆ เวลาไปห้องน้ำอยู่บ้าน พ่อต้องอุ้มไป ที่โรงเรียนมีเพื่อนตัวโตช่วยประคอง ขี่หลังไป ถ้าทนได้ก็จะกลับไปเข้าห้องน้ำที่บ้าน

      "ตอนเด็กเพื่อนๆ ชอบล้อว่าพิการ ไม่สนุกกับการเรียน เนื่องไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนบางวิชาได้ เช่นการทำอาหาร ตอนนั้นยังไม่รู้เป้าหมายชีวิต แค่ครูถามว่าโตขึ้นใครอยากเป็นอะไร ตอบว่าอยากเป็นหมอ ทุกคนในชั้นก็หัวเราะเยาะกันหมด บอกว่าคนพิการจะไปเป็นหมอได้อย่างไร"

      จบป.6 สุรีพร เรียนกศน.ที่บ้าน โดยไม่เป็นภาระของพ่อแม่ ใช้เวลาเรียนม.ต้น 2 ปี ม.ปลายอีก 2 ปี จากนั้นเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ มสธ. 7 ปี วันที่จบการศึกษา และรับพระราชทานปริญญาบัตร เป็นวันที่ภาคภูมิใจมากที่สุด เพราะรู้สึกว่าประสบความสำเร็จที่สุดในชีวิต ชีวิตเดินทางมาถึงทางแยก และการตัดสินใจครั้งสำคัญ เมื่อขออนุญาตพ่อไปทำงานที่องค์การคนพิการสากล ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ก็ต้องทะเลาะกับพ่ออยู่ 3 วัน กว่าพ่อจะยินยอมให้ไปทำงาน โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ลองไปอยู่ดูก่อน หากไม่ไหวจริงๆ หรือมีอุปสรรคมากก็ให้จะกลับมาอยู่บ้าน

     "ด้วยความรักของพ่อ ไม่ยอมให้ออกจากบ้านไปอยู่กรุงเทพฯ เพราะกลัวลูกจะลำบาก พ่อบอกว่าเลี้ยงลูกได้ และจะเลี้ยงไปจนกว่าพ่อจะตาย แต่เราคิดว่า ถ้าไม่เข้มแข็ง ไม่ช่วยเหลือตัวเอง หากวันหนึ่งพ่อแม่จากโลกนี้ไป แล้วจะอยู่อย่างไร ก็ต้องพยายามหาทางช่วยเหลือตัวเอง จนในตอนนี้ก็พิสูจน์ให้พ่อเห็นแล้วว่าสามารถอยู่ได้ ตั้ง 7 ปี" สุรีพรกล่าว

      สุรีพร มีหน้าที่จัดทำโครงการให้ความรู้ ความเข้าใจกับชุมชนที่มีคนพิการ และส่งเสริมให้ชุมชนจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดจนออกไปเยี่ยมคนพิการในชุมชน มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างที่ทำงานได้มีโอกาสรู้จักกับชายหนุ่มชาวญี่ปุ่น ซึ่งทำงานที่เดียวกันในที่สุดทั้งคู่ก็ตกลงแต่งงานกันเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

     "สามีดูแลเราได้ เพราะเขาทำงานด้านนี้มาตลอด และมีความเข้าใจคนพิการอย่างดี"

      จากเด็กหญิงพิการจากต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่ยังไม่รู้จุดหมายของตัวเอง จนมาถึงวันที่มีการศึกษา มีอาชีพการงานที่ดี ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย  "สุรีพร" บอกว่าอยากให้คนพิการที่กำลังท้อแท้ ให้พยายามก้าวข้ามคำพูดของคนอื่นที่บั่นทอนจิตใจไปให้ได้ และพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ที่สำคัญครอบครัวต้องไม่ปิดกั้น ตีกรอบไม่ให้คนพิการได้มีโอกาสที่จะเลือกเรียน หรือทำงานตามที่คนพิการสามารถทำได้ เพราะจะกลายเป็นว่ากำหนดอนาคตของคนพิการคนนั้นไปเลยว่า ชีวิตของเขาจะต้องอยู่ในบ้านไปจนวันตาย เหมือนกับต้นไม้ที่เลี้ยงไว้ในขวด ไม่สามารถที่จะเติบใหญ่ได้

      "ทางที่ดีควรจะปล่อยให้ลูกที่พิการได้ออกไปเจอประสบการณ์ชีวิตนอกบ้านบ้าง ซึ่งอาจจะเจอทั้งเรื่องดี และแย่ แต่มันจะช่วยให้เขาเข้มแข็งสามารถอยูได้ด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับดิฉันที่ตอนแรกครอบครัวก็ไม่ยอมให้ย้ายไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ถ้าวันนั้นดิฉันไม่ตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน ก็จะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ในวันนี้" สุรีพรกล่าว

       นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวง พม. กล่าวว่า การเชิดชูเกียรติคนพิการให้สังคมได้รับรู้ถึงศักยภาพและความสามารถที่มีเช่นเดียวกับคนทั่วไป ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีคุณค่าสมควรได้รับการยกย่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านการฟันฝ่าอุปสรรคของชีวิต การประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว การเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี มีความขยัน มุมานะอดทน และสามารถเดินตามเส้นทางความฝันของตนเองอย่างประสบความสำเร็จนั่นเอง


------------------------
('สุรีพร ยุพา'ต้นแบบคนพิการสู้ชีวิต โดย...หทัยรัตน์  ดีประเสริฐ)