ไลฟ์สไตล์

วิถีแห่ง'วัฒนธรรมข้าว+วัฒนธรรมน้ำ'

วิถีแห่ง'วัฒนธรรมข้าว+วัฒนธรรมน้ำ'

29 ต.ค. 2554

วิถีแห่ง'วัฒนธรรมข้าว+วัฒนธรรมน้ำ':คลิกนิกคนรักบ้าน

           สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ถือว่าเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกภาคส่วนต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” ให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ “น้ำท่วม” ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็น “โศกนาฏกรรม” ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่ก่อให้เกิดสภาพ “บ้านแตกสาแหรกขาด” และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงโดยแท้จริง
 
          จนถึงวันนี้ มีสถิติการสูญเสียเสียชีวิตสูงถึง 356 ราย (และเชื่อว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก) มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 62 จังหวัด 621 อำเภอ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 2,802,461 ครัวเรือน เป็นจำนวนกว่า 9,054,624 คน หากประเมินสภาพเสียหายก็ หลายแสนล้านบาท และยังคงทวีขึ้นเรื่อยๆ นี่ยังไม่นับ ผลกระทบทางด้านจิตใจ ที่ในอนาคตจะเป็นภาระหนักอึ้งให้แก่สังคมไทยที่จะต้องรักษาเยียวยา 
 
          ผมเชื่อว่าหลังน้ำลดในครั้งนี้คงต้องฟื้นฟูบ้านเมืองกันยกใหญ่ครับ และที่สำคัญได้ก่อให้เกิดเป็น  “แผลลึกในใจ” ให้แก่คนไทยทั้งชาติ ทำให้ผมนึกถึงเมื่อครั้งเกิดคลื่นยักษ์ “สึนามิ” ถึงแม้ “โศกนาฏกรรม” ในครานั้นจะผ่านมาหลายปี แต่คนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก “สึนามิ” ยังคงค้างคาใจไม่มีคืนไหนนอนหลับสบายแบบไร้กังวลต้องเตรียมทางหนีทีไล่และระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าภัยธรรมชาติจะหวนกลับคืนมาเมื่อไร และหากได้เกิดขึ้นแล้ว โอกาสเกิดซ้ำขึ้นอีกก็มีความเป็นไปได้อยู่ตลอดเวลา 
 
          ผมขอปวารณาตนว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้คนไทย “สู้ๆ” โดยไม่คิดที่จะยอมแพ้ แต่ในบางอารมณ์ หากเกิดอาการท้อแท้ขอให้อ่าน บทพระราชนิพนธ์ของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เรื่อง “พระมหาชนก” ดังความตอนหนึ่งว่า “ถึงแม้เรือแล่นไปได้เจ็ดร้อยโยชน์ ใช้เวลาเจ็ดวันเรือแล่นด้วยกำลังคลื่นที่ร้ายกาจ ไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ แผ่นกระดานแตกด้วยกำลังคลื่น น้ำเข้ามาแต่ที่นั้นๆ เรือก็จมลงกลางมหาสมุทร มหาชนกลัวมรณภัยร้องไห้คร่ำครวญ กราบไหว้เทวดาทั้งหลาย แต่พระมหาสัตว์ (พระมหาชนก) ไม่ทรงกันแสง ไม่ทรงคร่ำครวญ มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์” ทำให้ “พระมหาชนก” เผชิญหน้าอย่างทระนงองอาจกับภัยธรรมชาติที่กำลังจะมาถึงอย่าง “รู้เท่าทัน” ด้วย “ความเพียร” อันบริสุทธิ์ ไม่ย่นย่อต่ออุปสรรค ถึงแม้ว่าจะต้องเหนื่อยยากลำบากสักเพียงใดก็ไม่ท้อแท้ ช่างเป็นบท  “พระราชนิพนธ์” ที่สร้างขวัญและกำลังใจในยามวิกฤติเช่นนี้เป็นอย่างยิ่งครับ
 
          ผมย้ำอยู่ตลอดเวลาครับว่ากว่าสังคมไทยที่ทำการก่อร่างสร้างประเทศมาได้ต้องใช้เวลากว่า 700 ปี นับตั้งแต่วันที่ชนชาติ “ไท” มีภาษาของเราเอง ดังปรากฏใน “ศิลาจารึก” ตั้งแต่ ปี พ.ศ.1835 ที่  “พ่อขุนรามคำแหง” ได้คิดประดิษฐ์  “ลายสือไท” ระบุชัดเจนว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” และบริเวณที่ “ราบลุ่มภาคกลาง” ที่กำลังทนทุกข์ทรมานอย่างหนักหนาแสนสาหัสในขณะนี้ โดยเฉพาะในย่าน “กรุงเก่า”  ย่าน “บางบัวทอง” ย่านทุ่ง “รังสิต” ฯลฯ ก็เป็นที่ยอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวล้วนแต่เป็น “อู่ข้าว อู่น้ำ” ที่แสนจะอุดมสมบูรณ์และน้ำหลากท่วมทุกปี 
 
          จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าต่อให้เราอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ “ทันสมัย” สักแค่ไหน อย่างไรเสียคนไทยก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้วิถีของ “วัฒนธรรมข้าว” และ “วัฒนธรรมน้ำ” หากผิดแผกแตกไปจากนี้ก็ต้องมีอันล่มสลายเพราะไปฝืนธรรมชาติ ยังไม่สายหรอกครับที่จะปรับเปลี่ยนทั้ง “วิสัยทัศน์”  และ “กระบวนทัศน์” ที่ยืนบนพื้นฐานของ “วัฒนธรรมข้าว” และ “วัฒนธรรมน้ำ” อีกทั้งยังต้องกลับไปสู่ “ศาสตร์พระราชา” เชื่อว่าสังคมไทยจะ “ไม่เป็นไร” และ “อยู่รอดปลอดภัย” กันทุกท่านครับ