
อิ่มหนำวัฒนธรรม'คันไซ'
อิ่มหนำความคึกครื้น ดื่มด่ำวัฒนธรรม 'คันไซ'
หลังจาก "ญี่ปุ่น" ผ่านพ้นจากอุทกภัยมาหมาดๆ ก็ถึงคราวที่จะมาตอบแทนน้ำใจและปลอบโยนคนไทยที่กำลังเผชิญวิกฤติน้ำท่วมอยู่ในขณะนี้ ด้วยการยกเขตสำคัญของประเทศอย่าง "คันไซ" มาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ !!!
"คันไซ" คือ ศูนย์กลางทางการเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจมาตั้งแต่โบราณจนกระทั่งปลายยุคกลาง ประกอบด้วยเมือง โอซากา เกียวโต เฮียวโงะ นารา ชิงะ วาคายามะ มิเอะ และ ฟูคุอิ ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติ เมืองเก่า และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาแบบไม่ยอมเอนเอียงตามกระแสเทคโนโลยีจนถึงปัจจุบัน ขณะที่เรื่องมนุษยสัมพันธ์นั้นคนแถบนี้ก็ขึ้นชื่อว่ามีแต่ความคึกครื้น สนุกสนานเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากผู้คนส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขายและชาวประมง จึงมีประเพณีปลุกใจคลายเครียดกันแบบสนุกสนานตลอดทั้งปี
นิสัยรักสนุกและร่าเริงของชาวคันไซ มีต้นเหตุมาจากแรงใจจากวัฒนธรรมประเพณีในญี่ปุ่นที่ปลุกเร้าให้ชาวเมืองมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้งเมื่อพบเจอปัญหาต่างๆ เช่น เทศกาลเฉลิมฉลอง โทกะ อิบิสุ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 9 -11 มกราคมของทุกปี ผู้คนกว่า 1 ล้านคนจะนำกิ่งไผ่มาสักการะ เทพอิบิสุหรือเอะเบซซัง, เทพอะมาเทระสุสุเมะ โอมิกามิ โกโตชิโรนูชิโนมิโกโตะ และ เทพโฮกาซานจิน ภายใน ศาลเจ้าอิมามิยะ เอบิสึ ตามความเชื่อกันว่าเป็นเทพที่มอบความสมบูรณ์ให้แก่ท้องทะเล ช่วยให้ค้าขายรุ่งเรือง มีลักษณะมือขวาถือเบ็ดตกปลา อุ้มปลาไทไว้ที่สีข้างด้านซ้าย แต่ละวันจะมีนักบวชนิกายชินโตมาทำพิธีอธิษฐานจิตสวดมนต์ให้พรกับชาวเมือง
โดยจะมีช่วงไฮไลท์สำคัญของเทศกาลโทกะ อิบิสุ ยังมีประเพณีการคัดเลือกหญิงสาวอายุ 18-23 ปี เพื่อทำหน้าที่ ฟูกุมุสุเมะ คือ การประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่มาร่วมงาน ซึ่งมีมายาวนานกว่า 60 ปี โดยคุณสมบัติหลักต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นที่รักกับทุกคนได้ และด้วยมีความสนใจจากชาวต่างชาติเข้ามาร่วมงานทุกปี ในระยะหลังจึงรับ "ฟูกุมุสุเมะชาวต่างชาติ" เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 10 คนแล้ว
นอกจากนี้ยังยกโอกาสพิเศษอย่างการฉลองครบรอบ 100 ปี เทพบิริเคนซัง หรือ "เทพแห่งความสุข" ที่ประดิษฐานอยู่ที่ชั้น 5 ของหอคอยซึเท็นกากุ สัญญาลักษณ์ของเมืองโอซากา เชื่อกันว่าเทพองค์นี้หน้าตาน่ารักเหมือนเด็ก มีนิสัยไม่ยอมใส่รองเท้า ลำตัวอ้วนท้วนและมีมือที่สั้นมากเวลาคันเท้าจึงไม่สามารถก้มลงไปเกาเท้าของตัวเองได้ ชาวญี่ปุ่นที่ได้ขึ้นไปบนหอคอยจึงเอ็นดูและช่วยเกาเท้าให้ และเพื่อเป็นการตอบแทนหากขอพรใดๆ แล้วสมดั่งใจปรารถนา โดยส่วนมากจะเป็นวัยรุ่นไปขอเรื่องความรัก ส่วนแม่บ้านก็จะขอให้ชีวิตครอบครัวมีแต่ความสุข
ในเรื่องของศิลปะการแสดง เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีความโดดเด่นในเขตคันไซ ทั้งการแสดง หุ่นยนต์เต็นคะขุ จำลองจากหอคอยซึเท็นกากุ ซึ่งสามารถร่ายรำและพูดคุยตอบโต้กับผู้คนได้ นอกจากนี้ยังของเล่นพื้นบ้าน "ขลุ่ยไม้ไผ่พิโระ-พิโระ" สามารถยืดหดได้เวลาเป่าลมเข้าไป การแสดง "ศิลปะการต่อสู้แบบซามูไร" หรือ การแสดงคาบูกิ ที่ใช้นักแสดงชายล้วนๆ อันเนื่องมาจาก ค.ศ.1692 รัฐบาลญี่ปุ่นมีข้อห้ามสตรีแสดงด้วยเห็นว่าเป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม นักแสดงชายจึงต้องมาแสดงเป็นหญิงแทนหรือเรียกว่า "อนนะงาตะ" โดยมีการสืบทอดกันในตระกูลจนถึงปัจจุบัน
ความโดดเด่นของการแสดงนี้ คือการแต่งหน้าแบบคุมะโดริ ที่ใช้ความปราณีตในทางศิลปะสูงประหนึ่งการแต่งงิ้วของบ้านเรา มีเนื้อเรื่องอยู่ 2 ประเภทได้แก่ ตำนานวีระบุรุษ เวทมนต์ และ ชีวิตชาวเมืองเศร้าเคล้าน้ำตา ปัจจุบันคาบุกิได้ขึ้นทะเบียนเป็นรดกทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นและของโลกอีกด้วย
ปิดท้ายกับความอิ่มหน่ำกันในเรื่องของอาหารในแต่ละร้านที่มีตำนานมากว่า 100 ปี ซึ่งยังคงบรรยากาศแบบตลาดเก่าเอาไว้ทั้ง "ทาโกะยากิ" จากร้านทาโกะฮาชิ "คุชิคัทสึ" หรือ อาหารทอดกรอบทั้ง หมู ไก่ ปลาหมึก ไส้กรอก นำมาชุปแป้งทอด และยืนกินสไตล์ต้นตำรับจากร้านมาคุริน การขาย ปลามากุโระ ปลาฮามาจิ และปลาไท โดยสามารถระบุส่วนที่ต้องการซื้อได้ การทำเส้นราเมงแบบสดๆ เนื้อวัวโออุมิกิว ชั้นดีจากเมืองชิงะ ของหวานที่ผสมผสานวัฒนธรรมฝรั่งเศสและญี่ปุ่น อาทิ ชีสเค้ก ช็อกโกแลตสด พายแอปเปิ้ล และลูกพลับอันเลื่องชื่อจากเมืองคิโนคาว่า
สัมผัสวิถีชีวิต ชมการแสดงในช่วงวันหยุด รวมถึงเครื่องรางต่างๆ ที่ช่วยในการค้าขาย เสมือนหนึ่งกำลังใจที่ต้องการให้ทุกคนได้ยืนหยัดขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่งทุกครั้งที่พบเจอปัญหาหนักในแบบฉบับชาวญี่ปุ่น ได้ในงาน ออลคันไซเฟสติวัล บริเวณห้างสรรพสินค้าอิเซตัน ตั้งแต่วันที่ 20-31 ตุลาคมนี้



