
ตะลุยข่าว : วิถีเอ็ม 79 และรอยเลือดพันธมิตร
11 ธ.ค. 2551
ตะลุยข่าว : วิถีเอ็ม 79 และรอยเลือดพันธมิตร
วิถีเอ็ม 79...และรอยเลือดพันธมิตร
การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา จนถึง 2 ธันวาคม 2551 เกิดเหตุความรุนแรงนำมาสู่เลือดเนื้อและชีวิตหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงพันธมิตรบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และเข้าสู่ช่วงแตกหักบุกยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นต้นมา มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นถี่ยิบ
ระเบิดที่ถูกนำมาใช้ก่อความวุ่นวายครั้งนี้เป็นระเบิดเอ็ม 79 !?!
เริ่มแรกเกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ตามมาด้วยที่สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง ก่อนจะปิดท้ายที่สนามบินดอนเมืองเมื่อกลางดึกวันที่ 30 พฤศจิกายนต่อเนื่อง 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน บาดเจ็บสาหัสอีกเกือบร้อยชีวิต
เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่เก็บวัตถุพยานต่างๆ ในที่เกิดเหตุยอมรับว่า ทุกครั้งที่เข้าตรวจสอบเหตุระเบิดในกลุ่มพันธมิตรไม่ว่าจะเป็นบริเวณใด ไม่สามารถเก็บหลักฐานได้มากเท่าที่ควร สาเหตุมาจากหลักฐานส่วนใหญ่กระจัดกระจาย บ้างก็สูญหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ครั้งหลังสุดบริเวณอาคารผู้โดยสาร ภายในสนามบินดอนเมือง ลักษณะจุดเกิดเหตุสันนิษฐานได้เพียงว่า น่าจะเกิดจากแรงระเบิดของกระสุนปืนเอ็ม 79
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและยุทโธปกรณ์ กองบัญชาการกองทัพไทย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระเบิดเอ็ม 79 ว่าจะยิงด้วยเครื่องยิงระเบิดแบบเอ็ม 79 ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก มีพานท้ายปืน มีไกปืน ลักษณะเหมือนเครื่องยิงแก๊สน้ำตา เวลาบรรจุต้องหักด้ามลงแล้วบรรจุกระสุนลงไปในลำกล้อง แล้วจึงหักด้ามขึ้นยิง เครื่องยิงมีทั้งแบบยิงเดี่ยวและติดตั้งกับอาวุธปืนเอ็ม 16 โดยจะติดตั้งอยู่ใต้ลำกล้องปืน
ลักษณะการทำงานของระเบิดเอ็ม 79 เมื่อถูกยิงออกไปพ้นลำกล้องแล้ว 14 เมตรจะเริ่มทำงาน โดยมีระยะสังหาร 5 เมตรจากจุดกระทบ ระยะยิงไกลสุด 400 เมตร ระยะหวังผล 30 เมตร แรงถีบเบากว่าปืนลูกซอง ขณะยิงเมื่อเข็มแทงชนวนกระสุนปืนออกจากลำกล้องเสียงจะดังไม่มาก พอๆ กับเสียงประทัดหรืออาจจะเบากว่าเล็กน้อย สามารถยิงได้ทั้งวิถีโค้งและแนวราบ หากตั้งองศาให้ถูกต้องเหมาะสมสามารถหวังผลได้ในระยะ 400 เมตร หากยิงในแนวราบระยะหวังผลจะอยู่ที่ 50-100 เมตร
ส่วนลักษณะของลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 จะมีขนาดเท่ากับกระป๋องเครื่องดื่มชูกำลัง หัวกระสุนมี 5 ชนิด ได้แก่ หัวระเบิดสังหาร หัวระเบิดแตกอากาศ หัวระเบิดควันน้อย หัวระเบิดสมความมุ่งหมาย หรือแบบหัวเจาะเกราะ และหัวระเบิดซ้อมยิง
"เครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 และลูกระเบิดเอ็ม 79 มีใช้ในหน่วยงานทหารและตำรวจ ขณะเดียวกันก็สามารถหาซื้อได้ตามแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา พม่า และลาว คนที่ใช้ไม่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนมาดีก็สามารถยิงได้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่เคยศึกษา เคยทดลองยิง หรือได้รับการฝึกฝนมาก็ยิ่งใช้ได้ง่ายมาก" ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนจากกองบัญชาการกองทัพไทยให้ความเห็น
ทั้งนี้ เหตุการณ์หลังสุดที่เกิดขึ้นภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินดอนเมืองนั้น ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมวิเคราะห์ว่าเป็นหัวระเบิดชนิดสังหาร และคนที่ยิงน่าจะยิงมาจากริมถนนวิภาวดีรังสิตขาออกฝั่งตรงข้ามสนามบิน โดยยิงในลักษณะวิถีโค้งในระยะค่อนข้างไกล เช่นเดียวกับการยิงถล่มที่ทำเนียบรัฐบาลครั้งก่อนหน้า คนยิงน่าจะยิงมาจากหลังวัดเบญจมบพิตรฯ
ตลอดระยะเวลา 1 เดือนให้หลัง ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม-1 ธันวาคม 2551 ตามจุดชุมนุมต่างๆ ของพันธมิตร และเส้นทางที่พันธมิตรเคลื่อนผ่านขณะใช้แผนดาวกระจายไปยึดสถานที่สำคัญๆ มีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง จากสถิติของตำรวจสามารถแบ่งได้เป็น เกิดความรุนแรงบริเวณรอบนอกและในทำเนียบรัฐบาล รวม 8 ครั้ง ส่วนใหญ่เกิดจากการยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79 ซึ่งคดีลักษณะนี้ตำรวจทำได้เพียงตรวจที่เกิดเหตุหาที่มาของจุดยิงและเก็บหลักฐานไว้เท่านั้น
นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่สนามบินดอนเมือง 4 ครั้ง สนามบินสุวรรณภูมิ 2 ครั้ง ตลอดจนมีการกระทบกระทั่งรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมสีเหลืองกับสีแดงอีกไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง
จนถึงวันนี้ทุกคดียังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ตำรวจยังไม่สามารถตอบได้ว่า ระเบิดเอ็ม 79 ที่นำมาก่อเหตุเหล่านี้มาจากกรมกองหรือตลาดมืดใด ใครเป็นคนทำ และใครที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการทมิฬนี้ ที่สำคัญคนที่สูญเสียชีวิตและบาดเจ็บจะได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งจะไปเรียกร้องสิ่งเหล่านี้กับใคร
--------------
บรรยายภาพ
11874210 : เจ้าหน้าที่ พฐ.เข้าตรวจสอบเหตุระเบิดอาคารผู้โดยสารสนามบินดอนเมือง



