ไลฟ์สไตล์

เขียงหมู-หวัดเม็กซิโก

เขียงหมู-หวัดเม็กซิโก

01 พ.ค. 2552

การระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ในประเทศเม็กซิโก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 200 คน และผู้ที่ติดเชื้อต้องเฝ้าดูอาการอีกนับพันคน ทำให้ผู้คนทั่วโลกต่างหวาดวิตก เร่งหาทางรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้

 แต่ถึงแม้ว่ากรมควบคุมโรคจะออกมายืนยันชัดเจนว่า การบริโภคเนื้อหมูจะไม่ส่งผลต่อการติดเชื้อไวรัสเอช 1 เอ็น 1 เนื่องจากเชื้อชนิดนี้จะติดต่อจากคนสู่คนเท่านั้น ถึงแม้จะพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ในหมูก็ตามแต่ ทว่าความวิตกกังวลที่เกิดกับผู้คนก็ส่งผลต่อยอดจำหน่ายเนื้อหมูอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น  

 "เจ๊พิมพ์" เจ้าของแผงขายหมูในตลาดสดย่านลาดพร้าว วัย 43 ปี เฝ้าติดตามข่าวสารการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ทางสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด ในฐานะแม่ค้าหมูที่เกี่ยวข้องโดยตรง และเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าครั้งไหนๆ ตลอด 2-3 วันก่อนมานี้มีลูกค้าและประชาชนพูดถึงเรื่องนี้กันหนาหูมาก กระนั้นยอดขายก็ยังคงเป็นปกติ ไม่มากไม่น้อยไปกว่าเดิมนัก ส่วนหนึ่งเจ๊พิมพ์เชื่อว่าเป็นเพราะต้นเรื่องเกิดไกลถึงเม็กซิโกและสหรัฐ ซึ่งมีเขตแดนติดต่อกัน อยู่ไกลจากเมืองไทยมาก

 ทว่าทันทีที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยกรมควบคุมโรคตื่นตัวหามาตรการป้องกันมากขึ้น ส่งผลให้ชาวบ้านตื่นกลัวกว่าที่เคยเป็น วันนี้ยอดขายหมูของเธอจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมก่อนสิบโมงเช้าจะมียอดขายเกินกว่า 100 กิโลกรัม ตอนนี้ขายได้เพียงไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ

 สถานการณ์ของ "ประทิน ฟุ้งขจร" เจ้าของเขียงหมูย่านดอนเมืองก็ตกอยู่ในสภาพไม่แตกต่างกัน แม้ว่าผลกระทบจะไม่มากถึงกับยอดขายหายไปเกือบครึ่งอย่างเจ๊พิมพ์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงกระเพื่อมจากข่าวเชื้อไวรัสสายพันธุ์เม็กซิโก ส่งผลให้ยอดขายหมูของเขาตกลงจากเดิม

 "ชาวบ้านรู้ทั้งรู้ว่าการกินเนื้อหมูไม่ทำให้ติดเชื้อไข้หวัดเม็กซิโก แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะซื้อหมูกินเหมือนอย่างเคยนะ ผมอยากให้หน่วยงานราชการประชาสัมพันธ์ให้มากกว่านี้อีกหน่อยว่า การกินเนื้อหมูไม่ทำให้พวกเขาได้รับเชื้อไวรัสหรอก ทำเหมือนกับเมื่อครั้งไข้หวัดนกก็ได้"

 นั่นคือความรู้สึกของผู้ค้าเนื้อหมูส่วนหนึ่ง แล้วในมุมมองของผู้บริโภคคิดอย่างไรต่อเรื่องนี้ "วนิดา แสงเพชร" กำลังเดินเลือกซื้ออาหารในตลาดบางกะปิ ยอมรับว่า ติดตามข่าวสารการระบาดของเชื้อไข้หวัดเม็กซิโกอย่างต่อเนื่อง และทราบดีว่าการบริโภคเนื้อหมูไม่ทำให้ติดเชื้อ แต่กระนั้นก็ยังมีความหวาดระแวงอยู่ จึงเลือกที่จะไม่บริโภคเนื้อหมูในช่วงนี้แทน เพื่อความสบายใจ

 "ตอนเกิดการระบาดของไข้หวัดนก ฉันก็เลี่ยงกินเนื้อไก่ ถึงคราวนี้ก็เหมือนกัน เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู เราก็เลือกที่จะเลี่ยงไม่ซื้อเนื้อหมูไปบริโภค หันมาซื้อไก่แทน หรือไม่ก็เป็นอาหารทะเลไปแทน รอให้สถานการณ์สงบลงเสียก่อน ค่อยหันมากิน"

 จากวิกฤติไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่พบในหมู ส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งหันไปบริโภคเนื้อไก่แทน วนิดาเลยเกรงว่าจะทำให้พ่อค้าแม่ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาเนื้อไก่ เลยอยากให้รัฐบาลออกมาดูแลในเรื่องนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นชาวบ้านอาจจะได้รับความเดือดร้อนเพิ่มมากขึ้นก็ได้

 วนิดาเป็นคนกรุงเทพฯ ยังหวาดวิตกขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงตามจังหวัดชนบทห่างไกล ชาวรากหญ้าในอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ต่างก็วิตกกังวลกับข่าวนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ในฐานะที่มีข้อจำกัดทางการศึกษาไม่เหมือนคนกรุง

 ชาวบ้านส่วนใหญ่เลือกที่จะหยุดกินอาหารที่ปรุงจากเนื้อหมูทันทีที่มีข่าวออกมา หันไปกินเนื้อปลาและไก่แทน แม้จะได้รับคำยืนยันจากภาครัฐผ่านสื่อมวลชนและผู้นำชุมชนว่า การบริโภคเนื้อหมูไม่ทำให้ติดเชื้อไวรัส แต่ก็ไม่ทำให้พวกเขาอุ่นใจมากขึ้นเท่ากับการชะลอบริโภคเนื้อหมูในช่วงนี้ออกไปก่อน

 "สุรชัย สุทธิธรรม" นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยืนยันเสียงหนักแน่นว่า ผลกระทบจากปัญหาไข้หวัดเม็กซิโกจะไม่มีผลต่อการบริโภคเนื้อหมูในประเทศไทย เนื่องจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ไม่เกี่ยวกับสุกร อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ามีประชาชนบางส่วนตื่นตระหนกกับข่าวนี้ จนไม่กล้าบริโภคเนื้อหมูเลยก็มี โดยส่วนตัวเชื่อว่าภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า อาการตื่นตระหนกจะหายไปเองโดยอัตโนมัติ

 "ช่วงนี้อากาศร้อนทำให้การเจริญเติบโตของหมูไปได้ช้า หมายความว่าเนื้อหมูในตลาดเมืองไทยจะมีน้อย ราคาก็จะปรับสูงตามขึ้นไปเป็นธรรมดา ทางสมาคมจะพยายามตรึงราคาให้คงที่ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในขณะนี้ อยากให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าเนื้อหมูในไทยเป็นเนื้อหมูที่มีคุณภาพ ไม่มีการติดเชื้อเหมือนเม็กซิโกอย่างแน่นอน"

 ด้าน นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ ให้ข้อมูลว่า โรคไข้หวัดหมูเคยระบาดมาแล้วครั้งหนึ่งในอดีตแล้วก็หายไปนาน จนกลับมาระบาดอีกครั้งที่ประเทศเม็กซิโก ขณะนี้ประเทศไทยไม่สามารถประเมินได้ว่า หลังจากนี้มันจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นมาบ้าง เนื่องจากมันเร็วเกินไปที่จะประเมิน อย่างไรก็ดีขณะนี้เรารู้ว่าประชากรโลกแถบทวีปอเมริกาขาดภูมิคุ้มกันชนิดนี้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของประเทศไทยที่จะเตรียมตัวตั้งรับไวรัสชนิดนี้ให้ถูกวิธี