ไลฟ์สไตล์

สิ่งนี้มันเกิดขึ้นแล้วและแสนจะธรรมดา

สิ่งนี้มันเกิดขึ้นแล้วและแสนจะธรรมดา

23 ต.ค. 2554

สนามเรื่องสั้น-สั้น : สิ่งนี้มันเกิดขึ้นแล้วและแสนจะธรรมดา : บายไลน์...พิณประภา ขันธวุธ

'ไปกรุงเทพฯ มาเป็นยังไงบ้าง'

           นรีไม่แน่ใจว่านั้นเป็นประโยคคำถามสำหรับเธอหรือเปล่า เมื่อมั่นใจว่าตนเองเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ จึงเงยหน้าขึ้นจากแผงขายผักและสบตากับแม่ค้าที่คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่ ทว่าในดวงตาที่หม่นล้ากลับมีแววสับสนปนอยู่ เพราะเธอมั่นใจว่าไม่รู้จักชื่อของคนที่เอ่ยถาม

          “ได้ยินว่าไปกรุงเทพฯ มาไม่ใช่เหรอ” แม่ค้าขายผักถามซ้ำอีกครั้ง นรีเพียงพยักหน้าหงึกหงักเพื่อตอบรับแต่ก็ทำให้แม่ค้าพูดต่อ “เจอเจ๊แมวที่ขายขนมจีนหรือเปล่า...นั่นเขาก็ไปชุมนุมประท้วงด้วยนะ” หญิงสาวส่ายหน้าไปมาแม้ในใจจะพยายามคิดถึงใบหน้า ‘เจ๊แมว’ บุคคลที่สามในบทสนทนา คู่สนทนาทำหน้าไม่เชื่อแต่กลับยื่นหน้ามากระซิบใกล้ๆ นรี

“แล้วได้เงินไหม? เขาว่าจ่ายหัวละหลายร้อยเลยไม่ใช่หรือ?” นรีส่ายหน้าอีกครั้งแล้วยื่นผักคะน้าที่เลือกไว้ส่งให้แม่ค้าขายผักคิดเงินก่อนจะเอ่ยตอบน้ำเสียงเนืองๆ “หนูไปเรียนเย็บผ้าไม่ได้ไปชุมนุมกับใคร”

          หญิงสาวรับผักคะน้ามาใส่ตะกร้าไม่ต้องใส่ถุงพลาสติก เสียงผู้คนพูดถึงการชุมนุมในกรุงเทพฯ ทำให้นรีเปลี่ยนใจที่จะเข้าไปเลือกซื้อผลไม้อีกสักอย่างสองอย่างเพื่อเป็นของว่าง เรื่องราวที่ได้ยินทำให้เธอเลือกที่จะหันหลังแล้วเดินกลับบ้าน ซึ่งต่างจากคนรักของเธอ เขาเป็นพวกเสพข่าวแกล้มกาแฟ  ทุกเช้าจะได้ยินเสียงข่าวก่อนได้ยินเสียงพูดคุยของคนในบ้านด้วยซ้ำไป เสียงและภาพตลอดจนเรื่องราววิธีการสร้างความชอบธรรมให้ทั้งสองฝ่ายปรากฏในจอโทรทัศน์ และเพื่อความยุติธรรมเขาจึงฟังข่าวเกือบทุกช่องสลับไปมาเหมือนจะแบ่งปันให้ทุกฝ่ายมีสิทธิ์เสนอความคิดเห็นในมุมมองของตนเอง เนื่องจากโทรทัศน์ที่บ้านมีเพียงเครื่องเดียว นรีจึงรับเศษและเสพข่าวสารต่างๆ นั้นอย่างไม่รู้ตัว แต่ที่เธอได้รับคือรู้สึกเหมือนร่างกายจะรับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ ‘การเมือง’ ไม่ไหว คล้ายว่ามันจะขย้อนเอาอะไรต่อมิอะไรในท้องออกมาหมดไส้หมดพุง

          เพราะคนรักต้องการกลับมาทำหน้าที่ลูกคอยดูแลแม่ที่แก่ชรา ทำให้ทั้งสองตัดสินใจย้ายจากเมืองหลวงมาสู่แผ่นดินอีสานใช้เวลาปีเศษสำหรับการปรับตัวเพื่อที่อยู่ใหม่  เธอยังจำได้ถึงนิสัยคนเมืองที่ดูแปลกประหลาดต่างจากพวกเขา การแตกต่างทำให้เราเป็นฝ่ายปรับตัวเข้ากับสิ่งที่อยู่โดยเฉพาะเหตุผลและความเชื่อทางการเมืองแต่กระนั้นพวกเราก็ยังสามารถนั่งโต๊ะกินข้าวร่วมกันได้ นรียังจำได้ว่าเมื่อครั้งแรกๆ ที่เธอเดินไปกับข้าวที่ตลาดใกล้ๆ บ้าน เพื่อนบ้านเรียกให้กินข้าวด้วยกัน แต่เธอปฏิเสธทุกครั้ง จนวันหนึ่งเธอตามแม่สามีไปจ่ายตลาด เพื่อนบ้านเรียกกินข้าวเช่นเคย แต่ครั้งนี้เธอถูกมือเหี่ยวย่นฉุดแขนเข้าไปนั่งร่วมวงด้วยปละนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวเข้าสู่สังคมใหม่ของนรี

          สัปดาห์ที่ผ่านมานรีและคนรักเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ระยะทางเกือบห้าร้อยกิโลเมตรบนรถทัวร์ท่ามกลางข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกว่า “เสื้อแดง” ณ ขณะนั้นหญิงสาวไม่ใส่ใจกับคำว่า “เสื้อแดง” นัก ใครใคร่ชุมนุมก็ทำไปเพียงแต่อย่าสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

          ปกตินรีไม่ค่อยชอบนั่งรถเที่ยวกลางวันนัก 8 ชั่วโมงที่อยู่บนรถโดยที่ทำอะไรไม่ได้มากกว่าดูภาพยนตร์ VCD ที่บนรถเปิดและสลับกับมองไปนอกรถ มันยิ่งกลับทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดเพราะสายตาไม่เอื้ออำนวยให้อ่านหนังสือบนรถได้อีกแล้ว ไม่รู้ว่าทำไม? อะไรเป็นสาเหตุให้การอ่านหนังสือบนรถนำพาความเคลื่อนเหียนมาสู่,ทั้งที่สมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย เธอสามารถใช้มือข้างหนึ่งโหนรถเมล์และอีกมือหนึ่งเปิดหนังสืออ่านได้

          และนับตั้งแต่เธอเริ่มปรับตัวกับที่อยู่ใหม่ได้ เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองมีเวลาในแต่ละวันเยอะเกินไป เธอไม่จำเป็นต้องตื่นตีสี่กับอีกสี่สิบห้านาทีเพื่ออาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงานตอนตีห้าสิบห้านาที โดยปกติเธอจะเลิกงานราวๆ เกือบๆ ห้าโมงเย็นแต่กว่าจะมาถึงคอนโดก็เกือบทุ่มครึ่ง เธอไม่รู้ว่าแต่ละวันที่ผ่านไปทำวันเวลาหล่นหายไปทางไหน ไม่ว่าจะพยายามแบ่งสันปันส่วนอย่างไร เธอก็ไม่เคยมีเวลาเหลือไว้ทำงานอดิเรกที่สนใจเลย

          เธอสนใจพวกงานเย็บปักถักร้อย ซื้ออุปกรณ์ไว้มากแต่มาหัดเองไม่ได้เสียที ตั้งใจจะไปเรียนฟรีที่ศูนย์ฝึกอาชีพ แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่เคยไปถึงที่หมาย จนเมื่อได้ย้ายตามคนรักมาอยู่ที่แห่งใหม่ เธอจึงรู้ว่าอุปกรณ์ที่เธอสะสมไว้มันช่างมากมายเหลือเกิน หากเอาไหมพรมหรือผ้าที่ซื้อไว้มาเรียงต่อๆ กันมันคงสูงกว่าศีรษะเธอแล้ว

          หลังจากผ่านช่วงการปรับตัว เธอก็เริ่มหยิบงานอดิเรกที่สนใจออกมาปัดฝุ่นและหัดทำ แต่กระนั้นก็ยังไม่สำเร็จเป็นชิ้นงานที่ต้องการได้ แม่สามีส่ายหน้าและแอบค่อนบ่นว่าเสียผ้าที่เธอตัดเสียไปมากกว่า นรีจึงตัดสินใจไปเรียนเย็บกระเป๋าผ้าขั้นพื้นฐานโดยใช้เวลาเรียนเพียงสองวันที่กรุงเทพฯ ประจวบเหมาะกับที่คนรักของเธอมีประชุมงานที่สำนักงานใหญ่พอดี 

          แต่ความมุ่งมั่นของเธอก็กลายเป็นหมันอย่างไม่คาดคิด ขณะที่กำลังเดินทางไปที่โรงเรียนสอนเย็บกระเป๋าผ้า กลุ่มผู้ชุมนุมแสดงทัศนะคติทางการเมืองก็เครื่องพลผ่านเส้นทางที่เธอต้องเดินทางพอดี นรีพยายามหาทางเพื่อไปโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านราชประสงค์ เธอเพียงแค่พยายามไปให้ถึงที่เรียนที่จองคอร์สไว้แล้ว เธอแค่อยากทำในสิ่งที่รัก แต่เมื่อยืนอยู่ในฝูงชนที่ตะโกนส่งเสียงแข่งกัน ทั้งแสดงความเห็นด้วยและอีกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เธอก็ยิ่งเหนื่อยล้าจนตัดสินใจหันหลังกลับ

          “ไม่เห็นเหมือนที่บ้านเราเลย เชียร์คนละพรรคก็ยังกินข้าวด้วยกันได้” นรีจำได้ว่ารำพึงกับคนรักอย่างนั้น  เขาเพียงแต่หัวเราะและยอมรับ เพื่อนฝูงในกลุ่มเดียวกันล้วนแล้วแต่มีความคิดที่แตกต่าง คนรักของเธอและเธอก็ยังแตกแต่ง แนวความคิดของเธอถูกเขี่ยให้เป็นพวกสลิ่ม ส่วนแม่สามีนั้นแดงสุดขั้วต่างจากลูกชายลิบลับ ทว่าเมื่อกินข้าวหรือจิบเครื่องดื่มสีอำพันแม้จะคนละขั้วการเมืองแต่กลับไม่ทำให้เกิดความแตกแยกของมิตรภาพ คนรักใช้เวลาประชุมงานเพียงวันเดียวก็เสร็จสิ้น เขาถามเธอด้วยความหวังดีเผื่อว่าเธอจะหาที่เรียนที่อื่น แม้ว่าจะเสียดายเงินที่จ่ายไปแล้วแต่นรีรู้สึกย่ำแย่เกินกว่าจะไปร่ำเรียนในสิ่งที่ตนเองรักได้ เธอจึงตัดสินใจเดินทางกลับพร้อมคนรักในเช้าวันถัดมา

          “ไปกรุงเทพฯ มาเป็นยังไงบ้าง” เสียงเพื่อนบ้านที่เคยเชิญชวนให้กินอาหารด้วยกันเอ่ยทักทายด้วยประโยคที่นรีนึกเบื่อหน่าย หากเป็นก่อนหน้าที่เธอคงเล่าได้สนุกปากว่าไปทำอะไรมาบ้าง 
 “ได้ยินว่าเขาจ่ายกันเป็นพันเลยไม่ใช่เหรอ” นรีส่ายหน้าอีกครั้ง ทว่าก็ยังฝืนยิ้มให้อย่างแห้งแล้ง ก่อนจะเอ่ยตอบน้ำเสียงเนืองๆ “หนูไปเรียนเย็บผ้าไม่ได้ไปชุมนุมกับใครจริงๆ ค่ะ”

-------------------------

(สนามเรื่องสั้น-สั้น : สิ่งนี้มันเกิดขึ้นแล้วและแสนจะธรรมดา : บายไลน์...พิณประภา ขันธวุธ )