ไลฟ์สไตล์

 'โกมล'ชูผ้าทอโบราณ

'โกมล'ชูผ้าทอโบราณ

22 ต.ค. 2554

ไฮฮอตวันเสาร์ : 'โกมล'ชูผ้าทอโบราณ สืบสานภูมิปัญญา

         ขึ้นชื่อว่า "ของเก่า" จะให้เร้าใจเท่า "ของใหม่" เป็นไปแทบไม่ได้ หากว่าไม่มีกระแสให้กล่าวถึง เช่นเดียวกับ "ผ้าทอโบราณ" ที่นับวันจะเลือนหายไปจากแวดวงแฟชั่นของหนุ่มสาวยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก แบบมาไวไปไวไม่ค่อยได้อยู่นาน ดังนั้นการจะหันมาสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ทอจากผ้าซึ่งกว่าจะกระตุกกี่ได้ทีละผืน จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวและเป็นไปได้ยากเต็มที

         หากแต่เมื่อผ้าทออันทรงคุณค่าเหล่านี้มีโอกาสปรากฏสู่สายตาผู้คนผ่านทางละครเรื่อง "รอยไหม" ซึ่งออกอากาศทางช่อง 3 ในขณะนี้ จึงเหมือนเป็นการเปิดประตูให้กระแสความนิยม "ผ้าทอโบราณ" แวะเวียนกลับมาอีกครั้ง และแน่นอนว่าย่อมนำมาซึ่งความชื่นอกชื่นใจแก่นักสะสมผ้าโบราณชื่อดังของเมืองไทย ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น "โกมลผ้าโบราณ" ใน อ.ลอง จ.แพร่ อย่าง อ.โกมล พานิชพันธ์ อีกด้วย

ที่มาของการเริ่มสะสมผ้าโบราณ 

         สมัยก่อนตอนผมยังเด็ก คุณพ่อเป็นช่างภาพ และมีร้านถ่ายภาพอยู่กลางตลาดใน อ.ลอง มีโอกาสได้ติดตามท่านไปในที่ต่างๆ เพราะต้องไปถ่ายภาพนอกสถานที่ พ่อทำงานส่วนผมก็นั่งรออยู่ใต้ถุนบ้าน เห็นชาวบ้านนั่งทอผ้ากันแทบทุกบ้าน ผมเริ่มสนใจแต่ก็ยังแปลกใจว่าเขาทอไปทำไมเพราะไม่ค่อยเห็นชาวบ้านนุ่งกันมากนัก เพราะจะทอเอาไว้นุ่งในโอกาสพิเศษเท่านั้น ผมก็เลยขอดูผ้าเหล่านั้นแต่ก็เป็นเทคนิคที่ดูไม่ออกว่าเป็นลายอะไร มันดูพิสดารไปหมด หลังจากนั้นผมก็ลองปรึกษาคุณอาวิถี พานิชพันธ์ ท่านเป็นคนที่มีความรู้เรื่องศิลปะ คุณอาก็บอกให้เก็บไว้เพราะผ้าแต่ละผืนมีคุณค่ามากมาย และจะมีค่าในอนาคต ผมก็เลยขอถ่ายรูปเก็บไว้ และขอบูชาเป็นเจ้าของ ตั้งแต่นั้นผมก็เริ่มสะสมมาเรื่อยๆ

จุดเริ่มต้นงานแสดงผ้าโบราณกับงานด้านวัฒนธรรม

         ตอนนั้นผมมีโอกาสได้ทำงานไลท์แอนด์ซาวน์ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และเวียนไปจัดทุกภาค ในช่วงนี้เองผมก็ได้ความรู้ของผ้าแต่ละพื้นที่ หลังจากนั้นก็มาคิดว่าถ้าทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีการผลิตขึ้นใหม่ผ้าก็จะพังหมด ผมก็เลยลองมาดูพื้นฐานชาวบ้านที่แพร่ดู เขาก็สามารถทำได้โดยที่ผมให้ลายเก่าๆ แล้วให้ชาวบ้านเขาแกะลายขึ้น เขาแกะได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของลายที่ผมมีอยู่ปัจจุบันก็ยังได้ลายที่สวยงามขนาดนี้ ถ้าเขาเก็บได้หมดมันจะสวยงามและมหัศจรรย์มาก
 
ผ้าโบราณที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นกี่ประเภท

         ส่วนใหญ่ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณ ผมจะเน้นผ้าของเมืองลองเป็นหลัก เป็นผ้ากลุ่มของไทยโยนก คือ ไทญวน ซึ่งในภาคเหนือจะมี ไทญวน ไทลื้อ ไทเขิน เราก็พยายามเอาไทญวนในท้องถิ่นเราเป็นหลักก่อน แล้วต่อไปก็เป็นไทเขินและไทลื้อบ้าง มีการเปรียบเทียบผ้าในเทคนิคจกของแต่ละพื้นที่ เพื่อที่จะพัฒนาให้ชาวบ้านในท้องถิ่นรู้ว่าของเราทอได้ขนาดไหน และของเมืองอื่นเขาทำกันประมาณไหน

ความแตกต่างของผ้าทอแต่ละท้องถิ่น

         ในประเทศไทยมีทั้งหมด 4 เทคนิค คือ จก ขิด ยก มัดหมี่ อย่างที่เมืองลองจะเน้นไปที่ผ้าไทญวนคือเทคนิค "จก" เป็นลักษณะของการทอพร้อมกับการปักไปด้วย ปกติการปักจะต้องมีผ้าพื้นอยู่ แต่ทอคือมีเส้นฝ้ายอย่างเดียว ก็เอาเส้นฝ้ายมาทอเป็นผ้าพื้นพร้อมกับการปัก การปักแบบนี้ชาวบ้านเรียกว่าจก เหมือนกับการดึงจากข้างล่างขึ้นข้างบน ถ้าเป็นกลุ่มของไทลื้อผ้าก็จะเป็นสองตะเข็บ เพราะระบบการวางเส้นยืนจะต่างกัน ส่วนของทางอีสานจะเน้นเป็นผ้าที่ทอด้วยการมัดลายก่อนแล้วเอาไปทอ เรียกว่า "มัดหมี่" แต่ตอนนี้ประเทศไทยค่อนข้างจะเปิดกว้างเรื่องผ้ามากขึ้น จึงมีการเลียนแบบของแต่ละพื้นที่เข้าไป มีการนำเทคนิคยกกับขิดมาผสมกันแล้วเพิ่มเส้นพิเศษเข้าไปเป็นจก ถือเป็นผ้าที่มีเทคนิคพิเศษกว่าผ้าตัวอื่นคือตัวลายมันจะนูนขึ้นมาจากตัวพื้น
 
พูดถึงผ้าไทยต้องนึกถึง อ.โกมล พานิชพันธ์

         จากความสนใจเรื่องผ้าทอผมจึงมีโอกาสได้ทำเครื่องแต่งกายให้ละครและภาพยนตร์หลายเรื่องอย่าง นาคราช สุริโยทัย ไลท์แอนด์ซาวน์แม่น้ำของแผ่นดิน ซึ่งทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงเป็นประธาน นอกจากนี้ก็มีละครเรื่องกษัตริยา ที่พระองค์ท่านทรงร่วมแสดงด้วย และละครเวทีอีกหลายเรื่อง รวมไปถึงชุดเครื่องแต่งกายประจำชาติชนะเลิศระดับโลกที่ "มะปราง" ภาวดี วิเชียรรัตน์ สวมใส่ในการประกวดมิสซิสเวิลด์ ที่ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2003 และเมื่อปี 2006 ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ที่ "นก" ชลิดา เถาว์ชาลี ใส่ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความภูมิใจยิ่ง อย่างล่าสุดผมทำชุดให้ละครเรื่อง "รอยไหม" หลังละครออนแอร์ไปได้ 4-5 ตอน พิพิธภัณฑ์ก็มีคนมาดูผ้าและสั่งทอผ้าเยอะขึ้นกว่าปกติเป็นเท่าตัว คือทุกครั้งที่ละครออกอากาศ กระแสตอบรับจะกลับมาดีมาก ทำให้คนกระตือรือร้นที่อยากจะใช้ผ้าไทยมากขึ้น และมีความมั่นใจว่าผ้าไทยเราสามารถใช้ได้จริง

คนดูพูดถึงความสวยงามของผ้าทอที่ตัวละครสวมใส่กันมาก

         ผ้าที่ใช้ในละครเรื่องนี้ก็มีทั้งเก่าและใหม่ บางผืนทอเก็บไว้นานกว่า 20 ปี บางผืนเก่าถึง 200 ปีก็มี แต่สำหรับผืนที่ทอขึ้นใหม่ก็เพื่อการสะสมด้วย เทคนิคจะเหมือนของเก่าทั้งหมด อย่างผ้าผืนที่นางเอกสวมใส่ในฉากถวายตัว เรียกว่า "ซิ่นไหมคำ" เป็นผ้าร่วมสมัย ตัวเส้นใยที่นำมาทอเป็นไหมป่า ที่ชาวบ้านเก็บหอมรอมริบไว้เรียกว่า "ไหมฮอม" พอเก็บได้ปริมาณพอสมควรแล้วถึงนำมาสาวเป็นเส้นพุ่ง ส่วนดิ้นเงินดิ้นทองที่ปักนำเข้าจากฝรั่งเศส เลื่อมที่ปักจากอินเดีย และต่อด้วยผ้ากำมะหยี่นำเข้าจากเปอร์เซีย และเทปดอกไม้ไหมปักนำเข้าจากเมืองจีน จะเห็นได้ว่าผ้าผืนหนึ่งจะต้องแสดงให้เห็นว่ามีวัฒนธรรมร่วมกับเมืองใดบ้าง เพราะฉะนั้นคนใช้ผ้าผืนนี้จะต้องไม่ใช่คนธรรมดา เพราะวัสดุเป็นของนำเข้าจากต่างประเทศ และวัสดุเหล่านี้เข้ามาถึงเมืองลองได้โดยผ่านทางหลวงพระบางซึ่งห่างจากเมืองลองราว 200 กิโลเมตรเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเมืองแพร่และเจ้าเมืองหลวงพระบางก็จะเป็นกลุ่มเดียวกัน

ละครทำให้เกิดกระแสการหันมาใช้ผ้าไทยอย่างไร

         สำหรับละครเรื่องนี้ก็มีการพูดคุยและพยายามสอดแทรกเรื่องผ้าทอเข้าไป ซึ่งทุกคนก็แฮปปี้เพราะมีเนื้อหาและเรื่องราวที่ทำให้คนสนใจเยอะพอสมควร ผมอยากให้คนในวงการทุกคนตระหนักถึงเรื่องเสื้อผ้าในละครและภาพยนตร์ต่างๆ คือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เราไม่ควรมองข้าม คืออย่าดูถูกคนดู เดี๋ยวนี้คนดูเป็นคนมีความรู้ ที่สำคัญอยากให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลช่วยสร้างกระแสเรื่องการใช้ผ้าไทยให้เยอะขึ้น และอยากให้องค์กรที่รองรับ ออกแบบผ้าไทยให้ข้าราชการสามารถสวมใส่ด้วยความสะดวกใจและมั่นใจในการสวมใส่ด้วย

วัยรุ่นสมัยนี้มองว่าผ้าไทยเชย มีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้

         วัยรุ่นหลายคนที่บอกว่าเชย อาจารย์ก็พยายามจับมาเป็นนางแบบบ้าง เราจะใช้วิธีการที่ว่าใช้วัยรุ่นมีโอกาสได้สัมผัสเรื่องงานวัฒนธรรม ด้วยการใช้วัยรุ่นแสดงงานวัฒนธรรมที่ผมทำทั้งหมด จากที่เขาเคยนุ่งกางเกง หรือยีน ลองเปลี่ยนให้เขามาลองนุ่งผ้าถุงดู ครั้งแรกๆ ก็ให้ทีมงานช่วยนุ่งให้ ครั้งต่อๆ ไปก็สามารถนุ่งเองเป็น อีกส่วนหนึ่งที่เขาจะภูมิใจคือเมื่อละครออกอากาศ เขาจะเห็นว่าผ้าที่เคยแต่งดาราเอาไปใช้ หลายคนจะรู้สึกว่าสวยและไม่ได้เชยอย่างที่คิด ตอนนี้ที่ อ.ลอง จึงมีการรณรงค์ให้นักเรียนนักศึกษาตั้งแต่ระดับประถมใส่ทุกวันศุกร์ ส่วนใน จ.แพร่ ท่านผู้ว่าฯ ก็มีการรณรงค์ให้ทุกอำเภอนุ่งผ้าไทยในท้องถิ่น ที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ซึ่งก็สอดคล้องกับกระแสของกระทรวงวัฒนธรรมที่อยากให้คนไทยทั่วประเทศนุ่งผ้าไทย 1 วัน

         แต่สำหรับผมในฐานะที่ทำพิพิธภัณฑ์และเป็นผู้นำชุมชนด้วย ผมเลือกที่จะสวมผ้าไทยทุกวัน เรียกว่าเป็นวิถีชีวิตที่ทำมาประมาณ 20-30 ปีแล้ว แต่หากเป็นงานพิธีการก็จะเป็นเสื้อพระราชทานขึ้นมานิดนึง ให้ดูสุภาพเรียบร้อยเพื่อให้เกียรติเจ้าของงาน  

ฝากถึงคนไทยให้หันมาใช้ผ้าไทย

         ถ้าเป็นไปได้อยากให้คนไทยทุกคนแต่ละภาคทั่วประเทศไทยใช้ผ้าพื้นถิ่นคนละชิ้น สามารถช่วยให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นดีขึ้นได้ และอย่างน้อยที่สุดก็เป็นการสืบสานงานที่เป็นภูมิปัญญาโบราณของบรรพบุรุษเราไว้ให้คงอยู่สืบไป

 

-------------------------------

(ไฮฮอตวันเสาร์ : 'โกมล'ชูผ้าทอโบราณ สืบสานภูมิปัญญา)