
'เด็กพิเศษ'เลือกเกิดไม่ได้
'เด็กพิเศษ'เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกหนทางเดินได้ โดย...เรื่อง-ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ ภาพ-นพฤทธิ์ ชาตินิยม
กว่า 10 เดือนที่แม่อุ้มชูเจ้า ฟูมฟักดังไข่ในหิน เฝ้ารอวันที่เจ้าจะลืมตาดูโลกด้วยร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ทว่าหลายครอบครัวต้องเผชิญความผิดหวังเมื่อลูกเริ่มแสดงความผิดปกติทางร่างกายและสมอง ในด้านการพัฒนา หรือ "เด็กพิเศษ" ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่นิ่งดูดายไม่ได้ เสาะแสวงหนทางนำมาซึ่งการรักษาให้ลูกน้อย คล้ายเด็กปกติทั่วไป
ดังเช่น ครอบครัว อัศวานันท์ ที่มี "น้องเหมียว" แคทลียา อัศวานันท์ วัย 21 ปี ผู้ต้องเผชิญต่อความปกติทางร่างกายและสมอง (ดาวน์ซินโดรม) พรประภา แม่ของเธอผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคซะตา เล่าถึงความรู้สึกแรกทันทีที่คุณหมอทำคลอดเดินเข้ามาหาพร้อมกับอุ้มลูกของเธอว่า "น้องเป็นเด็กผู้หญิง แต่ผมเสียใจด้วยนะครับ น้องเขาอาจมีความผิดปกติ" คุณหมอพูดพร้อมกับปาดน้ำตาปริ่มๆ ทว่าในฐานะของคนเป็นแม่จะต้องแสดงความเข้มแข็ง ไม่ให้ใครรู้ใครเห็นว่าเสียใจเด็ดขาด ไม่ทันไรคุณหมอหันหลังออกจากห้องน้ำตาก็หลั่งไหลแทบเป็นสายเลือด
แม่น้องเหมียว เล่าว่า ครอบครัวเพียบพร้อมด้วยสมบัติ เงินทอง คุณพ่อเป็นถึงคุณหมอ เรียนจบจากต่างประเทศทั้งหมด ประสบความสำเร็จทุกเรื่อง ไม่เคยคิดว่าลูกออกมาจะเป็นแบบนี้ ตอนนั้นรู้สึกผิดหวัง ไม่รู้จะไปทางไหนเริ่มต้นยังไง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขอะไรไม่ได้ นอกจากเดินหน้าต่อไป จึงเดินทางไปพบแพทย์ด้านเด็ก รศ.พญ.นิตยา คชภักดี หรือป้าหมอ
"ป้าหมอจะให้คำปรึกษาตั้งแต่แรกเกิดได้ 3 วัน จนถึงวันนี้ 21 ปี บอกตั้งแต่วิธีการบริหารร่างกายให้เด็กมีความสมบูรณ์มากที่สุด ทั้งใช้นิ้วนวดตา นวดหน้า พาออกนอกบ้านบ่อยๆ ให้เห็นสิ่งแปลกตา โตขึ้นมาหน่อยคุณแม่ก็พาไปเรียนวายน้ำ วาดภาพ ทำทุกอย่างที่เราคิดว่าจะเสริมสร้างประสบการณ์ให้เขา แล้วเราค่อยดูทีหลังว่าเขาควรจะเอาดีด้านไหน ซึ่งตอนนี้ว่ายน้ำเป็น วาดภาพสวย สมาธิดีขึ้น นิ่งขึ้น" แม่น้องเหมียวเล่า
ล่าสุด น้องเหมียวเรียนอยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ชั้นปีที่ 1 ส่วนในอนาคตจะดำเนินไปอย่างไรก็แล้วแต่เขา แต่เธอจะสนับสนุน เปิดโอกาสให้เต็มที่
ด้านป้าหมอ อดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อพัฒนาเด็กและครอบครัว บอกว่า “ทุกวันนี้มีเด็กพิเศษจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จนกลายเป็นปัญหาที่ขยายวงกว้างขึ้นทุกขณะ ซึ่งส่งผลกระทบตามมาในอนาคต คือประเทศไทยจะขาดประชากรที่มีคุณภาพเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี”
“พ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาเด็กพิเศษตั้งแต่แรกเกิด อันดับแรกเราต้องยอมรับและเปิดโลกทัศน์ให้กว้าง เพราะไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าจะกำเนิดให้มันไปในทิศทางไหน อย่างเรื่องการไหว้ มีพ่อแม่พาลูกมาพบหมอ บอกให้ลูกไหว้ เขาก็ไหว้แต่ไม่ก้มหัว แม่ก็ด่าทำไมไม่ก้มหัว บอกให้ไหว้ใหม่สวยๆ เด็กก็ทำ แต่ขาไม่ชิด บอกให้เอาใหม่อีก คราวหน้ามาไม่เอามือมาด้วยเลย เอามือซ่อนไว้ข้างหลัง และไม่ทำอีกเลย” ป้าหมอ กล่าว
ไม่ว่าเด็กคนไหนที่เกิดมาก็ตามย่อมมีความพร้อมที่จะได้รับการพัฒนา ขึ้นอยู่กับว่าจะพัฒนาไปในทิศทางไหน และจะสามารถสร้างได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เด็กจะได้รับจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ สภาพแวดล้อม คนรอบข้าง ซึ่งตนขอแนะนำให้พ่อแม่ปฏิบัติ 3 ข้อหลักๆ ได้แก่ 1.รู้สึกว่าเด็กสามารถทำได้ 2.พ่อแม่และคนรอบข้างตอบสนอง และ 3.พฤติกรรมพัฒนาการที่ก้าวหน้า/สิ่งเร้า/สื่อ ได้แก่ ภาวะสิ่งแวดล้อม เวลา โอกาส สถานที่ รับรองลูกของคุณมีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินชีวิตปกติสุขในสังคมได้อย่างแน่นอน
----------------------------
('เด็กพิเศษ'เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกหนทางเดินได้ โดย...เรื่อง-ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ ภาพ-นพฤทธิ์ ชาตินิยม)



