
เครือข่ายพ่อแม่ร้องรมช.ศธ.ยกเลิกใช้O-NET-GPAX
เครือข่ายพ่อแม่ยื่นหนังสือถึงรมช.ศธ. ยกเลิกใช้ O-NET และ GPAX ในการคัดเลือกบุคคลเข้ามหาวิทยาลัย คงไว้แต่ PAT-GAT
เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2552 พญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เปิดเผยว่า เครือข่ายฯ นายอำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ พร้อมตัวแทนนักเรียนประมาณ 10 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ที่ดูแลอุดมศึกษา ขอให้ยกเลิกการนำคะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) และคะแนนผลการเรียนเฉลี่ยสะสม ม.ปลาย (GPAX) มาใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย ให้ใช้เฉพาะคะแนน GAT และ PAT เท่านั้นโดยปรับสัดส่วนการใช้คะแนน GAT (General Aptitude Test ) และ PAT (Professional Aptitude Test ) ให้เหมาะสมกับแต่ละสาขาวิชา
พญ.กมลพรรณ กล่าวอีกว่า เหตุผลที่ไม่สมควรนำคะแนนโอเน็ตมาใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้ามหาวิทยาลัย เพราะการสอบโอเน็ตนั้นเปิดโอกาสให้นักเรียนที่จบ ม.6 เข้าสอบได้แค่ 1 ครั้ง และทุกคนต้องสอบโอเน็ตทุกวิชา ตรงนี้เป็นตัวถ่วงไม่ให้นักเรียนมุ่งไปในสายวิทยาศาสตร์หรือสายศิลป์ภาษาที่ตัวเองถนัดได้ ต้องทนเรียนทุกวิชา คุณภาพนักเรียนจึงตกต่ำลง สะท้อนให้เห็นจาก ผลคะแนนโอเน็ตที่ต่ำทุกวิชา
"การใช้คะแนนโอเน็ตยังเป็นการลิดรอนสิทธิเด็กด้วย นักศึกษาที่ถูกรีไทร์ โดยเฉพาะผู้ที่จบม.6 ก่อนปี 2548 ซึ่งยังไม่มีการสอบโอเน็ตนั้น หมดสิทธิ์สอบเปลี่ยนไปเรียนคณะอื่นๆ ต้องไปเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดหรือเอกชนแทน รวมทั้ง การที่คณะแพทย์ศาสตร์ กำหนดเกณฑ์ผู้มีสิทธิ์เข้าเรียนต้องได้คะแนนโอเน็ตไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 60 ส่วนคณะอื่น ๆ ต้องได้คะแนนโอเน็ตไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 30 ตรงนี้นอกจากลิดรอนสิทธิเด็กตามอนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแล้ว ยังทำให้ผู้ที่มีความสามารถเหมาะสมกับสาขาวิชานั้น ๆ จริง ไม่ได้เข้าไปเรียน ผู้ที่สอบเข้าได้อาจเพราะทำคะแนนโอเน็ตวิชาอื่น ๆ ได้สูง" พญ.กมลพรรณ กล่าว
พญ.กมลพรรณ กล่าวต่อไปว่า ขณะที่เป้าหมายของการนำคะแนนโอเน็ตมาใช้เพื่อหวังให้เด็กสนใจการเรียนในชั้นเรียน ลดการเรียนกวดวิชาก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ปัจจุบัน ร.ร.ขนาดใหญ่ต้องรวบ เร่งสอนเนื้อหาให้จบก่อน ต.ค. เพื่อเด็กมีความรู้ไปสอบ ทำให้เด็กที่อยู่ต่างจังหวัดสู้ไม่ได้ เด็กรวยก็ไปกวดวิชา เด็กทิ้งห้องเรียนและไปกวดวิชาเพิ่มมากขึ้น ผลการสำรวจของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า เม็ดเงินของธุรกิจกวดวิชาเพิ่มจาก 6,000 ล้านเป็น 25,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว
“จริง ๆ แล้ว เท่าที่เราสำรวจกันมา นักเรียนอาจกลับไปสู่ระบบเอนทรานซ์แบบเก่ามากกว่า ซึ่งการใช้เฉพาะคะแนน GAT และ PAT นั้น อาจจะคล้ายระบบเอนทรานซ์เก่ามากที่สุด แต่ควรปรับให้เฉพาะนักเรียน ม.6 เท่านั้นมีสิทธิ์สอบ และจัดสอบปีละ 2 ครั้ง คือเดือนมกราคม และมีนาคมเท่านั้น และอยากให้เป็นการจัดสอบฟรีเพื่อเป็นการให้โอกาสกับเด็กที่ยากจน ที่สำคัญ ต้องไม่ออกข้อสอบเกินเนื้อหา นักเรียนหลายคนให้ข้อมูลว่า ข้อสอบ GAT และ PAT มีเนื้อหาของปี 1 และ ปี 2 อยู่ด้วย ตรงนี้จะเป็นช่องว่างให้เกิดการกวดวิชาได้ “ พญ.กมลพรรณ กล่าว
พญ.กมลพรรณ กล่าวด้วยว่า อยากให้ยกเลิกการรับตรงของมหาวิทยาลัยด้วย ในอดีตเคยมีการรับตรงแต่เกิดปัญหามาก รัฐบาลชวน หลีกภัย จะเลิกระบบรับตรงหันมาใช้ระบบเอนทรานซ์ เพราะฉะนั้น อยากให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ ยกเลิก ระบบรับตรงด้วย หากมหาวิทยาลัยหันไปเปิดรับตรงกันมากขึ้น จะเป็นการตัดโอกาสเด็กยากจน ไม่มีเงินวิ่งรอกสอบตรง
พญ.กมลพรรณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการคัดเลือกนักศึกษาแพทย์นั้นมีนักเรียนร้องเรียนเพิ่มอีกหนึ่งกรณี โดยนักเรียนคนดั้งกล่าวมีชื่อติดคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) และได้เข้าไปสอบสัมภาษณ์ แต่ภายหลังจากสอบสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้วทางคณะกรรมการได้บอกกับเด็กคนดังกล่าวว่า ไม่สามารถเข้าเรียนคณะนี้ได้ เนื่องจากคุณสมบัติไม่ครบเพราะคะแนนโอเน็ตไม่ถึง 60 % ตามที่กำหนด เป็นที่น่าสังเกตว่าหากคะแนนโอเน็ตของเด็กไม่ถึงตามเกณฑ์ แล้วทำไมจึงมีชื่อติดสัมภาษณ์ได้ ตรงนี้ทำไมจึงเกิดความผิดพลาดขึ้น
นายอำนวย กล่าวว่า หลังจากที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เผยแพร่ข้อสอบ GAT และ PAT จะเปิดฟอรั่มวิจารณ์ข้อสอบ GAT และ PAT ทีละข้อว่า ออกข้อสอบเกินเนื้อหาระดับมัธยมหรือไม่ และเป็นข้อสอบที่วัดความรู้ความสามารถของเด็กได้ตรงตามสาขาที่เรียนจริงหรือไม่
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ได้ชี้แจงกับนักเรียนและชมรมที่มาร้องเรียนไปแล้วว่า เรื่องทั้งหมดถือเป็นอำนาจหน้าที่การตัดสินใจของทปอ.โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)เป็นผู้ปฏิบัติเหมือนฝ่ายเลขานุการ ส่วนกรณีของกลุ่มกสพท. ก็ต้องถือว่าเป็นอำนาจของเขาในการกำหนดเกณฑ์คัดเลือกเด็ก อย่างไรก็ตาม วันนี้(30 เม.ย.) ได้ทำหนังสือถึงสกอ.และกลุ่มแพทย์ กสพท. ให้พิจารณากรณีที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง เพราะโดยส่วนตัวแล้วคงไม่สามารถไปบังคับกะเกณฑ์ให้เขาเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้



