สาวยุคใหม่ไม่วางใจ'มะเร็งเต้านม'
สาวยุคใหม่ไม่วางใจ 'มะเร็งเต้านม'
“คับที่อยู่ได้ คัพเออยู่ยาก” สาวๆ หลายคนเป็นกังวลกับขนาดหน้าอกของตัวเอง จนลืมไปเลยว่าปัญหาทรวงอกมิใช่อยู่เพียงเรื่องไซส์เท่านั้น ยังมีภัยร้ายที่น่าหนักใจกว่าหลายเท่าอย่าง "มะเร็งเต้านม" ที่ซ่อนตัวอยู่ หากเจ้าของเต้าไม่ตื่นตัวหมั่นตรวจตราเต้านมอย่างถูกวิธีเสียตั้งแต่วันนี้
นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์ หัวหน้ากลุ่มงานด้านศัลยกรรม ผู้ดูแล “คลินิกเต้านม” โรงพยาบาลวิภาวดี เปิดเผยว่า จากข้อมูลสถิติกระทรวงสาธารณสุขพบว่า มะเร็งเต้านมเป็นภัยร้ายที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิงทั่วโลก และเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิตด้วยอัตราเฉลี่ยราว 1 ใน 9 ของผู้หญิงทั้งหมด พบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ร้อยละ 30 เกิดจากพันธุกรรม หรืออาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุต่างๆ อาทิ เด็กสาวที่มีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว หรือหญิงสูงวัยที่ประจำเดือนหมดช้า การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การใช้ฮอร์โมนในเพศหญิงมากเกินไป เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานานๆ เป็นต้น
การตรวจดูแลเต้านมเป็นประจำ เพื่อเช็กความเปลี่ยนแปลงในเบื้องต้น สามารถทำได้เองง่ายๆ คือการตรวจด้วยตนเอง ซึ่งระยะเวลาในการตรวจที่เหมาะสม คือช่วงหลังหมดประจำเดือนประมาณ 7-10 วัน วิธีง่ายๆ เริ่มคลำตามบริเวณหัวนม วนรอบตั้งแต่หัวนมออกมาด้านนอก ลากมือไปมาจากบนลงล่าง และบีบหัวนมดูว่ามีน้ำนมหรือน้ำเหลืองออกมาหรือไม่ หากพบอาการผิดปกติ ได้แก่ พบก้อนหรือเม็ดที่กลิ้งไปมาได้ภายใต้ทรวงอกและมีอาการเจ็บ สันนิษฐานได้ว่าเป็นอาการของซีสต์หรือถุงน้ำอักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาก่อนที่จะลุกลามเป็นเซลล์มะเร็งต่อไป
ส่วนอาการที่พบเป็นก้อนอยู่กับที่ (ไม่กลิ้งไปมา) บริเวณเต้านม เมื่อกดลงไปไม่มีอาการปวดหรือเจ็บ มีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งในระยะเริ่มต้น หากมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ มีน้ำหรือเลือดออกจากหัวนม มีแผลที่หัวนม หัวนมบุ๋ม ผิวหนังของเต้านมบวมหรือถูกดึงรั้ง หรือพบก้อนที่รักแร้ร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์ ซึ่ง ระยะของการเกิดมะเร็งเต้านม แบ่งได้เป็น 4 ระยะ ตั้งแต่ระยะ 0 ที่เซลล์มะเร็งยังมีขนาดเล็กและไม่ลุกลามไปที่เนื้อเยื่ออื่นๆ ไปจนถึงระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตร หรือกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร และลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองมากขึ้น ที่บริเวณรักแร้แล้วแต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น และระยะสุดท้าย ก้อนมะเร็งแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ
สำหรับวิธีการรักษา หากเป็นกรณีซีสต์หรือถุงน้ำ แพทย์จะใช้วิธีการเจาะดูดเซลล์ ซึ่งเจ็บเท่าเข็มจิ้ม ไม่มีแผลใหญ่ แต่หากพบเซลล์มะเร็งหลังตรวจเช็กอย่างละเอียดแล้ว จะดำเนินการรักษาตามอาการ และระยะของโรค ได้แก่ การผ่าตัด การใช้เคมีบำบัด การฉายแสง ไปจนถึงการรักษาด้วยฮอร์โมน หรือ การรักษาแบบมุ่งเป้า ตลอดจนการสร้างความมั่นใจด้วยการทำศัลยกรรมเสริมทรวงอก สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องตัดเต้านมทิ้ง และยังไม่อยากสูญเสียเต้านม
และเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคร้ายนี้ คุณหมอแนะนำว่าต้องเริ่มต้นปรับพฤติกรรมการกินอยู่ เช่น ลดอาหารเนื้อแดง อาหารมัน เกลือ แล้วรับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป งดเว้นการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมกันนี้ควรทำการตรวจเต้านมเป็นประจำ ซึ่งสามารถเริ่มตรวจได้ตั้งแต่เริ่มมีประจำเดือนด้วยตัวเองเดือนละครั้ง สำหรับผู้ที่มีอายุ 20-35 ปี ควรตรวจเต้านมด้วยแพทย์ทุกๆ 3 ปี ส่วนผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจเป็นประจำทุกปี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2561-1111 กด 1



