
"ออฟฟิศซินโดรม" โรคเก่าของคนรุ่นใหม่
"ดิฉันทำงานออฟฟิศ ตั้งแต่เช้าถึงเย็นจะนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ยกเว้นเวลาพักเที่ยงแต่ถ้างานเร่งมากๆ บางทียังทำงานไปกินข้าวไปด้วยซ้ำ
ตอนเย็นยังหอบหิ้วกระเป๋าใบโตพร้อมโน้ตบุ๊ก 2 กิโลกว่าของตัวเองไปช็อปปิ้งต่อ ที่จริงก็เริ่มมีอาการปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่มาเป็นปีแล้วแต่ก็กินยาแก้ปวดไปตามเรื่อง จนวันหนึ่งอาการปวดมากขึ้นจนกินยาก็ไม่หายแถมยังมีอาการชาตามแขนและนิ้วมือ ดิฉันเป็นอะไรไป จะตายไหมคะ”
A : กิจวัตรการทำงานเป็นแบบนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ได้ไปออกแรงผิดท่าทาง นั่งอยู่กับที่ แต่มีอาการปวดเมื่อยกันมากขึ้น ทั้งหลัง คอ ไหล่ บางรายปวดเรื้อรัง จนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติเราเรียกอาการเหล่านี้ว่า "ออฟฟิศซินโดรม" (Office Syndrome)
โรคออฟฟิศซินโดรม คืออะไร
เมื่อร่างกายของเราขาดการเคลื่อนไหว เช่น การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ไม่ได้มีการขยับตัวไปไหนมาไหน เป็นแรมเดือนหรือเป็นปี จะส่งผลต่อสุขภาพ คือ อาการปวดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปวดไหล่ ปวดคอ ปวดหลัง ปวดสะบัก ปวดหัว ปวดข้อมือ ชามือ ชาเท้า สายตาเมื่อยล้า ปวดกระบอกตา ตลอดจน เมื่อยล้าเรื้อรัง รวมถึงการใช้ร่างกายในแบบ "Overload" จนร่างกายไม่สามารถรับไหว ส่งผลให้กล้ามเนื้อและร่างกายเกิดความอ่อนล้า ตึงเครียด และเกร็งจนกลายเป็นโรคปวดตามมาในที่สุด
พฤติกรรมต้นเหตุ
นอกเหนือจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไป ตลอดจนใช้งานร่างกายแบบเกินจริง ซึ่งเป็นภาวะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ สำหรับคนทำงานออฟฟิศ ก็ยังมีสาเหตุอื่นอีก เช่น
1.การนั่งไขว่ห้าง ซึ่งจะทำให้น้ำหนักตัวถูกกดทับลงข้างใดข้างหนึ่ง และเมื่อกดทับเป็นเวลานาน สามารถทำให้กระดูกสันหลังเราคดได้
2.การนั่งกอดอก จะทำให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้า ทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า มีผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขน อาจทำให้มืออ่อนแรงและชาได้
3.การนั่งหลังงอ หลังค่อม เช่น การนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เป็นชั่วโมงๆ จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแล็กติก มีอาการปวดเมื่อย ล้า และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา
4.การนั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น จะทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก เพราะฐานในการรับน้ำหนักตัวไม่สมดุล
5.การใส่ส้นสูงเป็นประจำ เป็นเหตุให้โครงสร้างโดยรวมของร่างกายมีความผิดสมดุล
6.การสะพายกระเป๋าใบใหญ่ๆ บ่อยๆ น้ำหนักส่วนเกินของกระเป๋าที่สาวๆ มักจะถนัดสะพายที่ไหล่เพียงด้านใดด้านหนึ่งเป็นประจำ ทำให้มีการกดทับที่ช่วงไหล่ ต้นคอ และหลัง ร่างกายจึงเกิดภาวะผิดสมดุลโครงสร้าง และในบางรายอาจสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีอาการไหล่เอียง
"ออฟฟิศซินโดรม" รักษาได้เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรม
แบ่งเป็นการรักษาระยะสั้นกับระยะยาว ซึ่งมีวิธีการ ดังนี้
การรักษาระยะสั้น คือการรักษาอาการปวดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การยืดกล้ามเนื้อเป็นช่วงๆ ในระหว่างการทำงาน การฝังเข็ม การนวด การใช้ยา การรักษาในลักษณะเหล่านี้ จะช่วยให้เห็นผลดีขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้น หากไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม หรือพฤติกรรมที่เอื้อต่อการเกิดซ้ำ ก็สามารถกลับมาเป็นได้อีก
การรักษาระยะยาว คือ ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่สมดุล ถูกลักษณะ
- จัดสภาพภายในออฟฟิศให้ถูกสุขลักษณะ ได้แก่ แสงไฟ เก้าอี้ โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ต้องได้สัดส่วนกับร่างกาย หรือจัดวางตำแหน่งที่ถูกต้อง
- สภาพร่างกาย การนั่งทำงานแบบนั่งตัวตรง หลังไม่งอ การปรับระดับเก้าอี้ให้สมดุลกับจอมอนิเตอร์ โดยให้จอต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศา การเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อจะได้กดคีย์บอร์ดได้อย่างถนัดมือ ที่สำคัญไม่นั่งท่าเดิมเป็นเวลานานๆ และไม่ใช้สายตาจดจ่ออยู่จุดใดจุดหนึ่งเกินกว่า 20 นาที ส่วนสาวๆ ทั้งหลายหลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง ใช้กระเป๋าใบใหญ่เกินตัว และแบกของเกินจำเป็นให้น้อยลงเป็นดีที่สุด
คำแนะนำอีกประการ ที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือการขจัดความเครียด จะช่วยเราสามารถค้นหาสาเหตุของอาการปวดได้ง่ายขึ้น และสามารถรักษาได้อย่างถูกต้อง
ออฟฟิศซินโดรม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเรา ตรงกันข้าม อาจเกิดกับเราได้ตลอดเวลา ดังนั้น เวลานั่งทำงาน อย่าเอาแต่นั่งทำงานอย่างเดียว เปลี่ยนอิริยาบถ ทุกๆ ชั่วโมง หรือ 45 นาที หรือบริหารร่างกายขณะทำงานได้ หลังจากเลิกทำงานตอนเย็น หาเวลาพักผ่อน หรือออกกำลังกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อต่างๆ ในร่างกาย ได้มีการเคลื่อนไหว จะได้ไม่ต้องทนทรมานกับ ออฟฟิศซินโดรม อีกต่อไป
นพ.สุรชัย รัตนเสรีเกียรติ
โรงพยาบาลไทยนครินทร์ โทร.0-2361-2727



