
สัมผัส
นับตั้งแต่ลืมตาดูโลกมาถึงวันนี้ คงไม่มีใครจดจำได้หมดสิ้นว่า เคยสัมผัสสิ่งใดมาบ้างแล้ว ทั้งโดยเจตนา และมิได้เจตนา
ว่ากันเฉพาะเพียงตั้งแต่จำความได้ ก็ดูจะมากมายเกินการจด-จำไปเสียแล้ว
ไม่ต้องรวมไปถึงการแบ่งออกเป็นฝ่ายผู้กระทำ และการถูกกระทำ ที่เอาเข้าจริง ก็มีรายละเอียดยิบย่อย จนเกินจะจำแนกแจกแจง
ในโลกของการปฏิสัมพันธ์ และการเกี่ยวข้องเชื่อมโยง ดูเหมือนว่า ไม่มีใครเป็นอิสระจากสิ่งใดๆ ได้โดยแท้จริง ด้วยว่า จะมาก จะน้อย ชีวิตหนึ่งๆ ก็อิงอาศัยสรรพสิ่งจนเกินกว่าตนเองจะอธิบายได้ครบถ้วน
แม้ว่าลึกๆ หลายต่อหลายคนจะรู้สึก (หรือเคยนึกคิด) ว่า ตนเองเสมือนอยู่ในโลกแต่เพียงลำพังก็ตามที
โดยพุทธธรรม “สัมผัส” หรือ “ผัสสะ” เป็นห่วงโซ่หนึ่งในสิบสองของ “ปฏิจจสมุปบาท” (สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น, การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา)
หรือกระบวนการอาศัยกันเกิดขึ้น และดับไป แห่งทุกข์ ในชาตินี้ หรือในปัจจุบันสมัย ที่ประกอบไปด้วย
๑.อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย สังขารจึงมี
๒.สงฺขาราปจฺจยา วิญฺญาณํ เพราะสังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
๓.วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
๔.นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ เพราะนามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนจึงมี
๕. สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
๖.ผสฺสปจฺจยา เวทนา เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
๗.เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เพราะเวทนา เป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
๘.ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ เพราะตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
๙.อุปาทานปจฺจยา ภโว เพราะอุปาทานํ เป็นปัจจัย ภพจึงมี
๑๐.ภวปจฺจยา ชาติ เพราะภพ เป็นปัจจัย ชาติจึงมี
๑๑.ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เพราะชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงมีพร้อม เอวเมตตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้
น่าเสียดาย ที่กระบวนการของเหตุและปัจจัย อันเป็นที่มาของทุกข์และการดับทุกข์เช่นนี้ มักไม่มีอยู่ในการเรียนการสอนของหลักสูตรการศึกษาทั่วไป
ทั้งผู้เรียนและผู้สอนจึงแทบไม่มีโอกาสได้รับรู้ หรือชิมลองที่จะทำความเข้าใจองค์ประกอบ ตลอดจนกระบวนการของสภาวะจิตในแง่มุมศาสนา
เมื่อจำต้อง (หรือบังเอิญต้อง) สัมผัสกับอกุศล จึงมีผู้คนไม่น้อยที่อาจไม่รู้เท่าทัน หรือไม่อาจจะปกป้องจิตของตนไว้ได้ในการเผชิญหน้า และสัมผัสกับโลกสันนิวาส
ขณะเดียวกัน ไม่ว่าผู้นั้นจะรู้ หรือไม่รู้ก็แล้วแต่ ปฏิจจสมุปบาท ก็ยังเป็นอาการของจิต ที่ยังสัมพันธ์อยู่กับความเป็นเขา (หรือเธอ) อยู่ชั่วชีวิต…จนกว่าเขา (และ/หรือ เธอ) จะมีสติสมบูรณ์พร้อม จนรู้เท่าทัน และไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นด้านดี หรือด้านเลว ด้านสวยงาม หรือน่ารังเกียจ ด้านที่ถูกใจ หรือไม่ถูกใจ ฯลฯ ก็ตามที…
ดังที่กล่าวแล้วว่า คงยากที่ใครจะจดจำสัมผัสที่เคยมีเคยเป็นของตนได้หมดสิ้น
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ผู้ที่ยังมีสามัญสำนึก และยังมีสติ ปัญญา สัมปชัญญะ ตลอดจนสมาธิในการดำรงชีวิตหลงเหลืออยู่ หรือพอที่จะหยิบฉวยสภาวะเช่นนั้นมาใช้งานได้บ้าง ก็คงพอที่จะสามารถสรุปบทเรียนให้แก่ตนเองจนได้ในระดับหนึ่งว่า
เมื่อเกิดมาชาติหนึ่งแล้ว จะบริหารจัดการเช่นใด มิให้ความทุกข์เข้ามาโถมทับชีวิต อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และถึงแม้ว่า จะมิได้ร่ำเรียนพุทธธรรมมาในหลักสูตรการศึกษา แต่ในฐานะของนักภาวนา หรือนักศึกษาแนวพุทธ ทุกคนก็สามารถรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้ ทั้งในทางตรง และทางอ้อม ทั้งโดยการฝึกจิตและ/หรือการตริตรองเอาด้วยสติปัญญา
“ภาวนาวิถี” มีไว้ให้ก้าวเดิน มิใช่มีไว้เพื่อเฝ้าดู หรือกราบไหว้บูชา มิใช่หรือ…???
"พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ"



