ไลฟ์สไตล์

รอยไหมใน'อูรุมฉี'

รอยไหมใน'อูรุมฉี'

16 ต.ค. 2554

คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : รอยไหมใน'อูรุมฉี' โดยกาญจนา หงษ์ทอง

     จะเรียกว่าเป็นเส้นทางสายฝันเลยก็คงไม่ผิด สำหรับเส้นทางสายไหม อุตส่าห์หมายมั่นปั้นมือมาตั้งนานแล้วว่าอยากจะไปรอนแรมบนเส้นทางสายอารยธรรมแห่งนี้ เคยป้วนเปี้ยนบนสายไหมฝั่งปากีสถาน อิหร่าน ซีเรีย และตุรกี แต่ไหมจีนเนี่ยกว่าจะทักถอจนสำเร็จได้ก็เกือบจะถอดใจ โชคดีที่เป็นคนไม่ยอมอ่อนข้อให้อุปสรรคหน้าไหน ไม่งั้นคงไม่ได้พาสองเท้าไปทาบลงบนถนนสายการค้าโบราณที่แสนคลาสสิกของโลกเส้นนี้

     แน่นอนว่าปลายทางในวันนี้ไม่มีแบรนด์เนมรอให้ช็อป ไม่มีความหรูหรารอให้ไปดื่มด่ำ ไม่มีปราสาทราชวัง หรือโบสถ์สวยๆ ให้จับเข้าเฟรม แต่นี่คือการตามรอยชุมทางการค้าเก่าแก่ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 2 พันกว่าปีที่ผ่านมา

     ถ้าพูดถึงเส้นทางสายไหมฝั่งจีน ก็ต้องนึกถึงมณฑลซินเจียง จากกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่ใกล้ๆ ซะด้วย แต่สายการบินไชน่า เซาท์เทอร์น แอร์ไลน์ (0-2677-7388) ช่วยเชื่อมให้เส้นทางง่ายขึ้นเยอะ ฉันบินไปตั้งหลักกันที่เมืองกวางโจว เพราะศูนย์กลางการบินของเขาอยู่ที่นั่น จากนั้นก็ต่อเครื่องไปลงที่เมืองอูรุมฉี ศูนย์กลางของซินเจียง นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้บริการสายการบินนี้ เลยไม่ค่อยคุ้นรูปดอกนุ่นป่าสีแดงที่อยู่บนหางเครื่องบินสีฟ้าของเขาเท่าไหร่ แต่เรื่องบริการบนเครื่องเนี่ยต้องบอกว่าได้มาตรฐาน แถมได้รับการจัดอันดับให้เป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนติดต่อกันเป็นปีที่ 28      

     ก่อนไปก็ไม่ลืมทำการบ้านเรื่องที่หลับที่นอน เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเส้นทางสายไหมจะมีที่พักให้เลือกเยอะแค่ไหน แล้วเว็บไซต์จองที่พักทั่วโลกอย่างอโกดา (www.agoda.co.th) ก็ทำให้อุ่นใจอีกครั้ง เมื่อคลิกเข้าไปแล้วพบว่ามีที่พักให้เลือกไม่น้อยเหมือนกัน อย่างที่เมืองอูรุมฉี มีโรงแรมให้จับจองอยู่พอสมควร เลือกได้ตามความหนักเบาของกระเป๋าสตางค์ได้เลย จองห้องกับอโกดาดีตรงมีส่วนลดให้ด้วย และยืนยันการจองได้ทันที 

     เรียกว่าเป็นการเดินทางที่ยาวนานอีกเที่ยวหนึ่งเลยก็ว่าได้ ออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้ากว่าจะถึง อูรุมฉี ก็ช่วงหัวค่ำ แต่ในที่สุดก็พาตัวเองดั้นด้นมาถึง มณฑลซินเจียง อันแสนยิ่งใหญ่จนได้ ถ้าเอาตัวเลขพื้นที่มายัน ก็ต้องบอกว่ามณฑลซินเจียงใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 3 เท่า รอบตัวก็เชื่อมเข้ากับประเทศน่าเที่ยวทั้งนั้นเลย ทั้งมองโกเลีย รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน ปากีสถาน  บางส่วนติดกับอินเดียและทิเบต

     เรื่องภูมิศาสตร์นี่ก็ถือว่าสุดยอด แห้งแล้งที่สุดและร้อนที่สุดก็อยู่ที่นี่ หนาวเหน็บที่สุดก็อยู่ที่นี่อีกเช่นกัน แถมมีทั้งยอดเขาสูง แอ่งที่ราบ ทะเลทราย และทะเลสาบ เรียกว่ามีภูมิทัศน์ที่หลากหลายและแน่นอน ว่างดงามเหนือคำบรรยาย

     ด้วยภูมิประเทศแบบนี้นี่เองทำให้ภูมิอากาศของมณฑลซินเจียงพลอยหลากหลายไปด้วย เวลาหน้าหนาวก็หนาวจัดขนาดติดลบเกือบ 50 องศาและกินเวลานาน บทจะร้อนก็ร้อนมากเกือบ 50 องศาเช่นกันแต่เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงเวลาที่เหมาจะมาเที่ยวก็เลยถูกบังคับให้แคบลงเหลือแค่ไม่กี่เดือน ก็ราวๆ กลางเดือนมิถุนายนไปจนถึงกลางตุลาคม

     ช่วงที่ฉันไปเป็นปลายเดือนกันยายน สำหรับที่นี่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีมองไปทางไหนก็เจอแต่ภูเขาสีเหลือง หรือถ้าใครอยากเห็นสีเขียวสะพรั่งก็ต้องมาช่วงใบไม้ผลิ แต่ถึงใครจะมาฤดูไหนที่นี่ก็มีความงดงามที่แตกต่างกันไป สำหรับที่อูรุมฉีอากาศปลายเดือนกัยายนกำลังสบายๆ กลางวันแดดร้อนหน่อยแต่พอแสงบอกลา อากาศก็เย็นฉ่ำ    

     พูดถึงอูรุมฉี แม้จะอยู่ห่างจากเมืองหลวงอย่างปักกิ่งเกือบ 4 พันกิโล แต่ไม่น่าเชื่อว่าอูรุมฉีทำให้แปลกใจตั้งแต่แรกเห็น มองจากหน้าต่างห้องพักของโรงแรม กลายเป็นว่าที่นี่อุดมไปด้วยตึกสูงระฟ้า ราวกับว่าสายไหมโบราณได้ผ่านมาการโมดิฟายจนเป็นไหมจีเอ็มโอไปหมดแล้ว

     วันนี้อูรุมฉีอาจจะเป็นจุดออกตัวในการท่องไปตามมุมต่างๆ ของมณฑลซินเจียง หากแต่ในอดีตเมืองนี้เคยเป็นแค่ทุ่งหญ้าโล่งกว้างที่มีเอาไว้เลี้ยงสัตว์ ต่อมาเมื่อถูกจัดตั้งขึ้นเป็นเมือง และในช่วงราชวงศ์ฮั่น ที่นี่เป็นศูนย์กลางของกองคาราวานที่พากันมาแวะพักเวลาค้าขายบนเส้นทางสายไหม 

     อูรุมฉีในต้นศตวรรษที่ 21 คือเมืองที่หากองคาราวานไม่เจอแล้ว มีแต่กองทัพนักท่องเที่ยว มองไปรอบด้านเจอแต่ตึกสูงผุดขึ้นทั่วเมือง 

     จะว่าไปอูรุมฉีใหญ่โตโอ่อ่ากว่าที่ฉันจินตนาการเอาไว้หลายเท่า แต่เพราะไม่ได้ตั้งใจมาหามุมทันสมัยของซินเจียง เลยโบกมือเรียกแท็กซี่ไปหาย่านที่ยังพอมีรอยไหมให้เห็นบ้าง

     “ชวี่..เออร์เต้าเฉียว....”คนร้อนวิชาบอกโชเฟอร์อย่างไม่แน่ใจนักว่าเขาจะเข้าใจคำพูดของหล่อนหรือไม่ เขาไม่ตอบโต้ใดๆ แค่พยักหน้าเบาๆ เขาไม่รู้หรอกว่าผู้โดยสารร้อนวิชายิ้มแก้มปริ เมื่อวิชาที่ซุ่มฝึกปรึกมาใช้ได้ผล ถึงจะเป็นแค่ประโยคสั้นๆ ก็เถอะ

     เดินเหินในละแวก เออร์เต้าเฉียว แทบไม่เชื่อว่ากำลังอยู่บนแผ่นดินจีน ประชากรส่วนใหญ่ในเขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นชาวมุสลิม มองไปทางไหนก็เจอแต่ ชาวเหวยหวูเอ่อร์ หรือที่คนไทยเรียก อุยกูร์ เดินเหินกันเต็มไปหมด เรียกว่าเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด และยังมีชาวคาซัค ชาวหุย ชาวคีร์กีซ ชาวทาจิก และชาวมองโกลเข้ามาเป็นชนกลุ่มน้อยด้วย 

     แต่ที่เยอะและดูเหมือนกำลังเพิ่มสัดส่วนขึ้นทุกวันก็คงเป็นชาวจีนฮั่น โดยเฉพาะในเมืองอูรุมฉี ตรงนี้เป็นเพราะรัฐบาลจีนพยายามกลืนชาวเหวยหวูเอ่อร์ในซินเจียง ด้วยการทยอยส่งชาวฮั่นเข้ามาแทรกตัวอยู่ในอูรุมฉีและเมืองอื่น เมื่อ 60 ปีที่ผ่านมามีชาวฮั่นอยู่ในเขตซินเจียงแค่หลักแสน แต่ตอนนี้เขาว่าเกือบจะ 10 ล้านคนเข้าไปแล้ว

     จะว่าไปชาวเหวยหวูเอ่อร์หน้าตาเขาก็ดูเหมือนแขกผสมจีน นั่นอาจจะเป็นพื้นเพของคนพวกนี้มาจากแถบตุรกี ซึ่งก็เป็นผลพวงของการที่มีกองคาราวานพ่อค้าเดินทางเพื่อมาค้าขายกับจีน นานเข้าเลยผสมกลมกลืนกันจนออกมาอย่างที่เห็น ทั้งรูปร่างหน้าตา ภาษา และวัฒนธรรมของผู้คนชาวเหวยหวูเอ่อร์ เลยถือว่าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่น่าสนใจของมณฑลซินเจียง

     บางทีสาเหตุที่รอยไหมในอูรุมฉียังคงไม่พร่าเลือนไปจากซินเจียง คงเพราะได้ชาวเหวยหวูเอ่อร์นี่เอง ที่ยังคงถักทอบรรยากาศอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สายไหมในศตวรรษที่ 21 จึงยังคลาสสิกไม่เสื่อมคลาย

...........................

(คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : รอยไหมใน'อูรุมฉี' โดยกาญจนา หงษ์ทอง)