ไลฟ์สไตล์

อภิเษกเรียบง่ายเติมความสุข

อภิเษกเรียบง่ายเติมความสุข

15 ต.ค. 2554

ไฮฮอตวันเสาร์ : อภิเษกเรียบง่ายเติมความสุขให้ชาวภูฏาน

       ถึงแม้เมืองไทยจะห่างไกลจากประเทศภูฏานอยู่ แต่ความเคลื่อนไหวของประเทศนี้ไม่เคยเลยที่จะห่างไกลจากพวกเรา เพราะคนไทยต่างซาบซึ้งในพระจริยวัตรของ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ตั้งแต่เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาประเทศไทยเพื่อทรงร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2549 ซึ่งในขณะนั้นยังทรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร

       ในระหว่างที่ประทับอยู่ในประเทศไทย ทรงเป็นที่จับตามองของคนไทยโดยเฉพาะสาวๆ ไม่ว่าจะในวัยใดก็ประทับใจในพระสิริโฉมและพระจริยวัตรที่อ่อนน้อมจนตกเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์หัวสีรายวันติดกัน กระทั่งต่อมาได้เสด็จขึ้นครองราชย์และได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาธิบดี เมื่อทรงออกมาประกาศหมั้นในเดือนพฤษภาคม ประชาชนคนไทยต่างก็ถวายพระพรกันอย่างถ้วนหน้า ผู้หญิงที่โชคดีผู้นั้นเป็นชาวภูฏานวัย 21 ปี ที่ชื่อว่า เจตซัน เปมา เป็นบุตรสาวของนักบิน

       และเมื่อถึงวันพระราชพิธีอภิเษกสมรสคือในวันที่ 13 ตุลาคม สื่อมวลชนจากทั่วโลกก็ให้ความสนใจรายงานข่าวกันอย่างต่อเนื่อง สถานีโทรทัศน์ภูฏานได้ถ่ายทอดสดพระราชพิธีไปทั่วประเทศเช่นเดียวกับพระราชพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียม ขณะที่ทั่วประเทศภูฏานได้เตรียมความพร้อมด้วยการประดับประดาไฟ ธงชาติ และพระฉายาลักษณ์ของคู่รักกษัตริย์ไปทั่วประเทศ ชาวภูฏานเองก็รู้สึกตื่นเต้น ยินดี และรอคอยงานพระราชพิธีที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยจะมีงานเฉลิมฉลองติดต่อกันถึง 3 วัน 3 คืน

       พระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งนี้จัดขึ้นที่เมืองพูนาคา ซอง (Punakha Dzong) เมืองหลวงเก่าของประเทศ ซึ่งเต็มไปด้วยจิตวิญญาณทางศาสนาและร่องรอยทางวัฒนธรรม โดย สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน มีรับสั่งให้การจัดพระราชพิธีเป็นไปอย่างเรียบง่ายและถูกต้องตามประเพณีที่สุด รวมถึงไม่มีการจัดงานฉลองที่ใหญ่โต แม้กระทั่งภริยาของคณะรัฐมนตรียังไม่ได้เข้าร่วมในพระราชพิธีในครั้งนี้

       อย่างไรก็ตาม การทำตามประเพณีก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่อลังการ ดูอย่างฉลองพระองค์ของเจ้าสาวที่ตอนนี้ดำรงพระอิสริยยศเป็นพระราชินี ในชุดประจำชาติที่เรียกว่า Kiras Choder ก็สั่งตัดไว้หลายชุดด้วยผ้าไหมดิบที่มีความละเอียดและประณีตมากจนต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเสร็จ และก็มีมูลค่ากว่า 3,000 ดอลลาร์หรือกว่าหนึ่งแสนบาท (ต่อชุด) ฉลองพระองค์ของเจ้าสาวนี้เป็นชุดสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำธาตุดินของเจ้าสาวนั่นเอง

       งานพระราชพิธีวันแรกคือในวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา จัดขึ้นภายในพระอารามหลวงภายในพูนาคา ซอง ป้อมปราการอายุ 373  ปีที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ในเมืองพูนาคา เมืองหลวงเก่า ท่ามกลางความตื่นเต้นยินดีของประชาชน พิธีจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่งดงามตามวัฒนธรรมเก่าแก่ของประเทศที่สงบเงียบบนเทือกเขาหิมาลัย

       พระราชพิธีเริ่มต้นขึ้นตามพระฤกษ์ที่โหรหลวงถวายในเวลา 08.20 น.ตามเวลาท้องถิ่น โดยสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระชนมายุ 31 พรรษา ได้เสด็จพระราชดำเนินไปถึงเมืองพูนาคา ซอง และเมื่อ น.ส.เจตซัน เปมา เดินทางไปถึงก็มีการประกอบพิธีทางศาสนา และพระราชาธิบดีได้ทรงสวมมงกุฎให้แก่เจ้าสาว พร้อมกับแย้มพระสรวลด้วยความปีติยินดี ถือเป็นการต้อนรับพระราชินี ในพิธีนี้มีเพียงเชื้อพระวงศ์ในภูฏานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน และมีชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเฝ้ารออยู่ด้านนอก แต่ไม่มีประมุขหรือผู้นำรัฐบาลต่างชาติ ตลอดจนบุคคลที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศเข้าร่วม

       คาร์มา ชิตีม ประธานคณะกรรมการดัชนีความสุขมวลรวม บอกว่า พระราชพิธีอภิเษกสมรสในครั้งนี้จะทำให้ชาวภูฏานมีความสุขเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้แม่บ้านวัย 32 ปีคนหนึ่งบอกว่า วันนี้เป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวภูฏานทั้งประเทศ ทุกคนรักพระราชาธิบดี และตลอดชีวิตยังไม่เคยได้มีโอกาสเห็นพระราชพิธีอภิเษกสมรส

       หลังจากเสร็จพิธีแล้ว พระราชาธิบดีและพระราชินี มีหมายกำหนดการปรากฏพระองค์ต่อหน้าสาธารณะเป็นครั้งแรกในงานเฉลิมฉลองพระราชพิธีอภิเษกสมรส ที่สนามกีฬาชางลิงมิตัง ในกรุงทิมพู เมืองหลวงในวันนี้ (15 ต.ค.) ด้วย

       อย่างไรก็ดี ประวัติความเป็นมาของพระราชินียังไม่เป็นที่ทราบกันมากนัก เว้นแต่รายละเอียดทั่วๆ ไป เช่นว่า เธอเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลตัวยง และยังอยู่ในวัยสดสาว เจตซัน เปมา นักศึกษาชาวทิมพู วัย 21 ปี เปิดตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมในฐานะพระคู่หมั้น หลังจากนั้น เธอก็ได้ตามเสด็จสมเด็จพระราชาธิบดีในการเสด็จฯ เยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งล่าสุดได้เสด็จฯ ไปเยี่ยมผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวทางตะวันตกของประเทศ      

       ตอนนี้พระพักตร์งามแฉล้มของพระราชินีปรากฏอยู่บนโปสเตอร์นับพันใบ รวมถึงของที่ระลึกอีกหลากชนิด เช่น จานที่ระลึก และเข็มกลัด ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อพระราชพิธีอภิเษกสมรสโดยเฉพาะ และชาวภูฏานจำนวนมากยังประทับใจในอิทธิพลที่พระราชินีมีต่อกษัตริย์จิกมี ซึ่งทรงแสดงออกถึงความรักและความชื่นชมอย่างเปิดเผย หรือแม้แต่จูงมือเธอระหว่างที่เสด็จฯ ไปทรงปฏิบัติภารกิจตามสถานที่ต่างๆ “พระองค์ทรงรักเธอมาก” จูร์เม โชเดน นักเรียนหญิงวัย 16 ปี ให้สัมภาษณ์ระหว่างรอซ้อมการแสดง “ไม่ว่าจะเสด็จฯ ไปที่ไหน ก็จะทรงจูงมือพระคู่หมั้นตลอดเวลา ตอนนี้เด็กวัยรุ่นก็เริ่มทำตามกันแล้ว”

       สมเด็จพระราชาธิบดีทรงพบเจตซัน เป็นครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อน ระหว่างเสด็จฯ ไปทรงพักผ่อนเป็นการส่วนพระองค์กับพระราชวงศ์ ซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 17 พรรษา ส่วน เจตซัน ก็ยังเป็นเด็กหญิงวัย 7 ขวบเท่านั้น เจ้าชายหนุ่มทรงคุกพระชงฆ์ลงกับพื้น และตรัสกับเด็กน้อยว่า “เมื่อเธอโตขึ้น หากฉันยังไม่แต่งงาน และเธอก็ยังไม่มีใคร ฉันจะแต่งงานกับเธอ หากว่าความรู้สึกของเรายังเหมือนเดิม”     

       ในขณะที่ คินเลย์ เปม ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมลังเทนแซมปา ซึ่งเคยถวายพระอักษรแด่กษัตริย์จิกมี และสอน เจตซัน เปมา ในต่างช่วงเวลากัน เล่าว่า เธอยังจำเจตซันได้ดีว่าเป็นกัปตันทีมบาสเกตบอลของโรงเรียน และเคยคว้ารางวัลด้านการพูดในที่ชุมชนมาแล้ว เธอไม่เคยมีท่าทีมักใหญ่ใฝ่สูง และฉันเชื่อว่า เธอไม่เคยคิดฝันด้วยซ้ำว่าจะได้เป็นพระราชินี              

       ปัจจุบัน เจตซัน กำลังศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยรีเจนต์ในกรุงลอนดอน และมีความสนใจงานศิลปะต่างๆ เป็นพิเศษ บทบาทของเธอนับจากนี้คือการปฏิบัติภารกิจด้านการกุศล และถวายการอบรมแก่รัชทายาทแห่งบัลลังก์ภูฏานพระองค์ถัดไป ทันทีที่มีพระราชโอรส-ธิดา

       สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก กับสมเด็จพระราชินีอาชิ เธอริง ยังดอง วังชุก พระชายาองค์ที่ 3 ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2523 พระบิดาของพระองค์ทรงอภิเษกกับสตรี 4 พี่น้องในคราวเดียว เจ้าชายจิกมีเป็นพระราชโอรสองค์โต และมีพระอนุชาอีก 4 พระองค์ พระกนิษฐา 5 พระองค์ โดยเป็นพระอนุชาร่วมพระมารดา 1 พระองค์ และพระกนิษฐาร่วมพระมารดา 1 พระองค์

       สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก โปรดกีฬายิงธนู การใช้ชีวิตกลางแจ้ง ทรงชื่นชอบศิลปะ จึงทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนในประเทศ ก่อนจะเสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อต่างประเทศในหลายหลักสูตร ทรงจบการศึกษาระดับมัธยมจาก “คุชชิง อคาเดมี” โรงเรียนประจำที่ก่อตั้งมานานกว่า 100 ปี ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐ ตามด้วยระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัย “วีตัน คอลเลจ” ในรัฐเดียวกัน รวมถึงระดับปริญญาโท สาขาการทูตและวิชาการเมืองที่มหาวิทยาลัยชื่อดัง “ออกซ์ฟอร์ด” ประเทศอังกฤษ

       นอกจากนี้ยังเสด็จฯ ไปเยือนต่างแดนและออกงานแทนพระราชบิดาหลายครั้ง ภายหลังจากสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก พระราชบิดา ประกาศสละราชสมบัติในปี 2549 ทำให้พระองค์ทรงขึ้นเป็นพระประมุขของภูฏานในที่สุด โดยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 5 ในสายราชวงศ์วังชุก จากนั้นในปี 2551 ประเทศภูฏานได้มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข