
ไม่เคยจับได้
ผมถูกขโมยกระเป๋าสะพายสีดำ ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2554 เวลาประมาณ 21.00 น. ในกระเป๋ามีเงินสดจำนวน 530,000 บาท และพระเครื่อง
ในขณะเกิดเหตุ ผมไม่ทราบว่า ใครเป็นผู้ลักไป แต่หลังจากวันเกิดเหตุ ผมพอทราบเบาะแสผู้ต้องสงสัยเป็นใคร จึงได้แจ้งเบาะแสต่อตำรวจ สน.บางเขน ให้ช่วยสืบสวนสอบสวน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากตำรวจท่านใดเลย
ผมติดตามสอบถาม และเฝ้าดูพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัย ได้เข้าไปให้ข้อมูลต่อตำรวจ ที่ สน.บางเขนมาตลอด แต่ไม่มีการสืบสวนสอบสวนจากตำรวจเลย จนในขณะนี้ผ่านมา 4 เดือนแล้ว คดีของผมยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่ผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมการใช้เงินที่เปลี่ยนไป และความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป ผมและบุคคลใกล้ชิดผู้ต้องสงสัยมีข้อมูลมากมาย แต่ตำรวจไม่ใส่ใจคดีของผมเลย
ผมและครอบครัวมีความเดือดร้อนมากจากเหตุการณ์นี้ ต้องใช้เงินจำนวนนี้ เพราะเพิ่งนำบ้านไปจำนองธนาคารมาเพื่อนำเงินไปใช้หนี้นอกระบบ
อยากขอร้องให้ตำรวจที่ทำคดีของผม ให้ความเป็นธรรมและสืบสวนสอบสวนคดีของผมอย่างจริงจัง จับคนผิดมาลงโทษให้ได้ ผู้ต้องสงสัยพูดจาดูถูกตำรวจว่า ไม่มีทางทำอะไรเขาได้หรอก คดีอย่างนี้ตำรวจไม่สนใจ
วสันต์
ตอบ
พ.ต.ท.วินิจ ศรีสูงเนิน พนักงานสอบสวน สบ.3 สน.บางเขน ชี้แจงว่า ไม่ทราบคดีนี้มาก่อนเลย เพราะมีหน้าที่เพียงเซ็นรับรองสำเนาเท่านั้น ต้องให้ร้อยเวรที่รับแจ้งความในวันนั้นเป็นผู้รับผิดชอบคดี เพราะร้อยเวรแต่ละนายจะรับผิดชอบคดีของตัวเองเท่านั้น
ด้าน ร.ต.อ.วิทวัส สายอ๋อง พนักงานสอบสวน สบ.1 สน.บางเขน เจ้าของคดี ชี้แจงว่า ได้สืบสวนแล้วพบว่า มีผู้ต้องสงสัยอยู่ 2 คน ตำรวจได้นำตัวไปสอบสวนที่ สน. แล้ว แต่ผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 ราย ไม่มีพฤติกรรมน่าสงสัย และไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถดำเนินคดีได้ ซึ่งในวันที่เกิดเหตุ เป็นวันมาฆบูชา มีประชาชนเป็นหมื่นรายไปทำบุญที่วัดพระศรีมหาธาตุ
ร.ต.อ.วิทวัส แสดงความคิดเห็นอีกว่า จำนวนเงินที่ผู้เสียหายนำติดตัวมานั้น มากเกินไป สมควรที่จะเก็บเงินไว้ที่บ้าน ทำไมต้องนำติดตัวไปด้วย แต่ผู้เสียหายยืนยันว่า เก็บไว้ที่บ้านไม่ปลอดภัย คิดว่าเก็บไว้ที่ตัวน่าจะปลอดภัย และคงไม่มีใครรู้ว่า ในถุงจะมีเงินมากขนาดนั้น
ขณะนี้ คดีอยู่ระหว่างติดตาม และหาประจักษ์พยานว่า เห็นใครหยิบสิ่งของในตะกร้าที่ผู้เสียหายใส่เงินไว้หรือไม่ และที่ผู้เสียหายได้นำข้อมูลผู้ต้องสงสัยมาให้ ทางร้อยเวรได้ตรวจสอบแล้ว ผู้ต้องสงสัยไม่มีพฤติกรรมที่รวยขึ้นผิดปกติ มีแต่พฤติกรรมซื้อของมากขึ้นเท่านั้นเอง ถือว่า คดีไม่น้ำหนักเพียงพอที่จะจับผู้ต้องสงสัยได้ เพราะศาลจะมองที่หลักฐานมากกว่าความรู้สึก ผู้เสียหายอยากให้จับผู้ต้องสงสัยรายนี้ให้ได้ แต่ตำรวจทำไม่ได้ เพราะไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์
ร้อยเวรเจ้าของคดียืนยัน ผู้ต้องสงสัย ไม่ใช่ผู้ต้องหา ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า เขากระทำผิดซึ่งหน้า ตำรวจก็เอาผิดเขาไม่ได้
ลุงแจ่ม



