ไลฟ์สไตล์

รายงาน : เก็บตกพันธมิตรทิ้ง 2 สนามบิน

รายงาน : เก็บตกพันธมิตรทิ้ง 2 สนามบิน

11 ธ.ค. 2551

รายงาน : เก็บตกพันธมิตรทิ้ง 2 สนามบิน หลังจากพันธมิตรเข้ายึดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นฐานที่มั่นทำสงครามครั้งสุดท้าย โดยใช้เวลาฉายภาพเพียง 10 วัน แต่ถือได้ว่ามีพลานุภาพสูงสุด ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยลงในชั่วพริบตาเดียว ส่งให้ประเทศไทยกลายเป็นแดนอันตรายติดอันดับ 7 ของโลกทันที ภาพลักษณ์แห่งความเสียหายครั้งใหญ่หลวงด้านเศรษฐกิจของไทยปิดฉากลงเมื่อเวลา 10 โมงเช้า วันที่ 3 ธันวาคม เมื่อแกนนำพันธมิตรประกาศพักรบ สลายกำลังออกจากฐานที่มั่นทั้ง 2 แห่ง ภาพผู้คนใส่เสื้อเหลืองระรานตาเรือนหมื่นบริเวณทางเข้าสนามบินทั้ง 2 แห่งที่คุ้นเคย เสียงมือตบ เสียงโห่ร้อง ที่เคยดังกึกก้องทั่วสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิก็อันตรธานหายไป หลงเหลือเพียงเสียงไม้กวาดและไม้ถูพื้นที่พนักงานทำความสะอาดหลายร้อยชีวิตต้องทำงานกันอย่างหนักหน่วง แม่ค้าพ่อค้าจำหน่ายของชำร่วยนับร้อยๆ ร้านที่เคยปักหลักโดยรอบต่างทยอยปิดร้านฟันกำไรกลับบ้านกันไปตั้งแต่เที่ยงคืนที่ผ่าน เนื่องจากสินค้าที่นำมาจำหน่าย ทั้งเสื้อยืดกู้ชาติ ผ้าโพกหัว หมวก มือตบ และของชำร่วยกู้ชาตินานาชนิด ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า "ป้าเล็ก" วัย 62 ปี แม่ค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปย่านโบ๊เบ๊ เป็นแม่ค้าคนสุดท้ายที่เพิ่งออกจากสนามบินสุวรรณภูมิไปเมื่อตอนบ่ายโมงวันที่ 3 ธันวาคมนี่เอง ป้าเล็กสาละวนอยู่กับการเก็บมือตบขนาดใหญ่ ชิ้นละ 50 บาท ลงลังกระดาษ และบรรจุมือตบชิ้นเล็ก 12 ชิ้น รวมกันในถังพลาสติกขายแบบเหมาโหล ราคา 70 บาท เพื่อรอสามีมารับกลับบ้านหน้าประตูทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่างนั้นพนักงานของสนามบินที่เพิ่งมาเริ่มงานวันแรกก็แวะเวียนมาซื้อมือตบเก็บไว้เป็นที่ระลึก ป้าเล็กบอกว่า เพิ่งมาขายเมื่อวานนี่เอง และโชคดีที่เป็นวันสุดท้ายของการชุมนุม ทำให้สินค้าขายดีมาก จากที่เคยลงทุนไว้ 4,000-5,000 บาทขายหมดเกลี้ยง แต่สินค้าลอตใหม่ที่เหลืออยู่ก็จะเก็บไว้ขายในการชุมนุมครั้งต่อไป จากนี้คงต้องกลับไปขายเสื้อเหมือนเดิม "หยุดก็ดีบ้านเมืองจะได้สงบเสียที มันไม่ถูกต้องที่จะมาอยู่สถานที่แบบนี้ เราจะเห็นแก่ตัวไม่ได้ เขาเลิกเราก็ต้องเลิก แต่เมื่อคืนขายดีมาก ขายดีจนเกือบจะเป็นลม" ป้าเล็กบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน เพราะยังไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน เช่นเดียวกับพ่อค้าแม่ค้าจำหน่ายสินค้ากู้ชาติย่านสนามบินดอนเมือง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขายดีมาก แต่หลังจากเสร็จสิ้นการชุมนุมครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะมีช่องทางใดมีรายได้มากเท่านี้อีกแล้ว "สมศรี" แม่ค้าขายมือตบสนามบินดอนเมืองบอกว่า ตลอดการชุมนุมร่วม 10 วันที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายสินค้าสูงมาก หลังจากการชุมนุมยุติก็ไม่รู้ว่าจะทำรายได้มากเท่านี้หรือไม่ จากนี้คงต้องไปหาที่จำหน่ายสินค้าที่เหลืออยู่ และคิดว่าคงจะขายหมด เพราะยังมีเครือข่ายพันธมิตรอยู่มาก อย่างไรก็ตามจะพยายามติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด จะเดินทางมาสมทบทันที หากมีการเรียกระดมพล ด้าน "ตะวันธรรม ข่าทิพย์ภาที" วัย 57 ปี กองทัพธรรมที่ช่วยพนักงานทำความสะอาดของสนามบิน เก็บกวาดขยะที่หล่นอยู่เกลื่อนพื้น บริเวณชั้น 4 ด้วยการถือถุงดำคอยเก็บขยะและเศษเชือกที่ผูกไว้ตามสถานที่ต่างๆ เพราะไม่อยากให้เป็นภาระของพนักงาน บอกว่า แม้การชุมนุมครั้งนี้จะยุติแล้ว แต่บ้านเมืองยังไม่สงบ เพราะเอกลักษณ์ของประเทศยังไม่กลับคืนมา มันเป็นเพียงการเริ่มต้นฟื้นวัฒนธรรมไทยที่หายไปให้กลับคืนมาเท่านั้น นั่นคือ จิตสำนึกของการให้ การช่วยเหลือกัน การเสียสละทั้งแรงงาน แรงเงิน แรงใจ ของพันธมิตรทุกคน ที่มารวมตัวกันในการชุมนุมครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ดีและควรต้องสานต่อไป ขณะที่ "มงคล เชื้อวัชรินทร์" อายุ 57 ปี แฟนพันธุ์แท้พันธมิตรที่ติดตามการชุมนุมมาทุกสถานที่ตั้งแต่ปี 2548 กระทั่งมาถึงการเข้าร่วมสงครามครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยการบุกยึดสนามบินทั้ง 2 แห่ง บอกว่า รู้สึกใจหาย การชุมนุมยืดเยื้อนานทำให้รู้สึกผูกพัน ได้เจอกับเพื่อนใหม่หลายคน หลังจากการชุมนุมยุติลงจะใช้ชีวิตอย่างไร คงทำได้แค่เพียงนอนดูเอเอสทีวีทุกวัน ทั้งนี้รู้สึกพอใจกับผลการชุมนุมครั้งนี้ พร้อมจะเข้าชุมนุมอีกหากแกนนำระดมพลอีก พลันที่พันธมิตรม้วนเสื่อออกจากสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมหลายคนต้องหลั่งน้ำตาด้วยความผูกพัน แม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้ชุมนุมบางคนต้องหลั่งน้ำตาแห่งความสูญเสียให้แก่ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไปก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน แต่พวกเขาก็ยังเชื่อมั่นว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของการท่าอากาศยานสนามบินดอนเมือง กลับรู้สึกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ไม่สามารถทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ และไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ประเทศไทยจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พานให้เกิดขาดความมั่นใจในการทำงาน เพราะขนาดสนามบินที่ต้องปลอดภัยมากที่สุดยังถูกมวลชนบุกยึด เจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำได้เพียงแค่ยืนมอง แถมยังถูกคุกคามจากการ์ดอาสาพันธมิตร ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน "ผมหวังว่านับจากนี้เป็นต้นไป ประเทศไทยจะสงบสุขเสียที หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเช่นนี้อีก อยากขอร้องว่าอย่ามายึดสนามบิน ทำให้คนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งภาพลักษณ์ประเทศไทยไม่รู้เมื่อไร จะต้องใช้เวลานานเท่าไรจึงจะกอบกู้กลับคืนมาได้" ...ร้านรวงต่างๆ ในสนามบิน ระดมพนักงานมาช่วยเช็กสต็อก จัดวางสินค้า กันอย่างขะมักเขม้น ชีวิตชีวากำลังจะกลับคืนมาสู่ประตูเข้า-ออกเมืองไทยอีกครั้ง...