ไลฟ์สไตล์

สนามเรื่องสั้น-สั้น:'คาเฟ่'

สนามเรื่องสั้น-สั้น:'คาเฟ่'

09 ต.ค. 2554

สนามเรื่องสั้น-สั้น : 'คาเฟ่' : โดย...พรชัย เหล่าสิทธิ์

          ผมแหงนมองภาพเบื้องหน้าอยู่เนิ่นนาน... ตรงหน้าเป็นภาพขนาดใหญ่ มันถูกวาดกับฝาผนังตัวอาคาร สีที่เคยสดใสผุกร่อนไปตามกาลเวลา มันไร้การเยียวยามานานแล้ว ภาพบุคคลมากมายเกือบ 30 ชีวิต ถูกวาดขึ้นเชิงล้อเลียน แต่ละคนทำหน้าตาทะเล้น สวมชุดสีสันสดใส แม้ว่าหน้าตาของบางคนจะปรากฏเป็นผนังของตัวอาคารแทน ตาของบางคนถูกแทนที่ด้วยรอยปูนที่แตกร้าว จมูกที่เคยบานโตกลับถูกทาทับด้วยสีที่ตัดกัน แม้จะเลือนราง แต่ผมก็จำได้ดีว่า บุคคลในภาพนั้นเป็นใคร สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้คนมากมายแค่ไหน หนึ่งในนั้นมีภาพของผมปรากฏอยู่ด้วย

          ผมกำลังยืนอยู่หน้า ‘เฟรนด์ คาเฟ่’ บุคคลในภาพ บางคนยังแวะเวียนมาที่แห่งนี้ บางคนได้ดิบได้ดีจากเวทีเล็กๆ แห่งนี้ จนมีหน้ามีตาปรากฏอยู่ทั้งจอแก้วและจอเงิน บางคนป่วยไข้ไร้การเหลียวแล บางคนหายไปอย่างเงียบๆ จากวงการ บางคนผันตัวเองจากการขายเสียงหัวเราะไปประกอบอาชีพอื่น ผมนึกถึงข่าวที่มีผู้ไปพบ ‘ตลกตกอับ’ ที่ต้องขอทานเพื่อได้มาซึ่งเศษเงิน หรือไม่ก็ประกอบอาชีพไม่สุจริต เพื่อแลกกับลมหายใจในวันต่อไป

          “พี่ เราเข้าไปกันเถอะ” เสียงลูกน้องผม ปลุกผมออกจากภวังค์ “เออ รู้แล้ว” ผมหันไปตอบ ขณะที่ลูกน้องของผมเดิน 3-4 คนเดินนำหน้าผมไปแล้ว ก่อนก้าวเท้า ผมแหงนหน้ามองภาพนั้นอีกครั้ง ใครบางคนบนภาพยิ้มให้ผม แต่เป็นยิ้มที่ไร้ลมหายใจ เขากลายเป็นดาวค้างฟ้า ที่ไม่มีทางสร้างรอยยิ้มบนเวทีให้กับใครได้อีกแล้ว

          ผมเปลี่ยนชุดเป็นชุดสูทสีสะท้อนแสง ขณะที่ลูกน้องในคณะประแป้งขาวทั่วตัว บ้างก็สวมเสื้อรัดรูปทั้งที่ตัวเขานั้นใหญ่โต บางคนแต่งตัวเลียนแบบคนดัง ทั้งที่หน้าตาต่างกันราวฟ้ากับเหว เราต่างยอมทน ทำตัวทุเรศ อุบาทว์ อันนำมาเพื่อเสียงหัวเราะ ที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสีต่างๆ โดยทิ้งความอายและน้ำตาในใจไว้เบื้องหลัง

          “ต่อไปเชิญพบกับ เป๋ เป๋อเหรอ และชาวคณะ คร้าบบบบ...” เสียงพิธีกรส่งสัญญาณให้รู้ว่า ถึงเวลาที่เราต้องลืมสิ่งเบื้องหลังและผจญกับชะตากรรมบนเวทีแล้ว “ผมเป๋ เป๋อเหรอและชาวคณะ ขอกราบสวัสดีพ่อ แม่ พี่ น้องทั้งหลาย” ‘ทั้งหลาย’ ของผมคือแขกทั้ง 3 โต๊ะ ที่นั่งกระจัดกระจายอยู่กับโต๊ะว่างเกือบ 20 ตัวในร้าน

          “วันนี้ คณะของเราเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้นักร้องเบอร์ 1 ขวัญใจวัยรุ่น มาร่วมแสดงกับเรา ขอเชิญพบกับ ‘บี้เดอะสะตอ’ คร้าบบบบ...” ลูกน้องคนเก่งของผมเดินขึ้นเวทีในมาดนักร้อง ปากของเขาขมุบขมิบ ทำท่าเต้นเลียนแบบ พร้อมกับเพลงที่บรรเลงขึ้นมา หากใครที่ฟังเพลงทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจฟังก็ยังสามารถร้องเพลงนี้ได้ ในเวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จักนักร้องคนนี้

          “กะ..กะ..กะ..กลัวที่ไหน เกรงใจหรอกน่า ไหนใครว่าไม่กล้าเข้าไป...” หากเปลี่ยนจากลูกน้องของผมเป็นนักร้องตัวจริง คงไม่ได้มีแค่เสียงปรบมือ แค่ 3 โต๊ะ แน่นอน...เพลงยังคงบรรเลงต่อไป เขายังคงทำปากขมุบขมิบ และเต้นต่อไป คนในคณะเริ่มส่งสัญญาณให้หยุดเพลง ขณะที่เขายังเต้นต่อไปไม่หยุด “พี่แน่ใจหรอ ว่าพี่เชิญมาถูกคน” ลูกน้องตัวอ้วนถามผมเมื่อเพลงหยุด

          “ถูกสิวะ ก็นี่ไง ‘บี้ เดอะสะตอ’ ” ผมทำหน้าจริงจัง “อ่าว...พี่ ไม่ใช่ ‘บี้ เดอะสตาร์’หรอ” ลูกน้องคนเดิม ย้อนถาม “บ้าเหรอ นี่ไง ‘บี้ เดอะสะตอ’ ตัวจริง เอ็งดูจมูกมัน บี้จนจะหักอยู่แล้ว” ผมรู้ดีว่าคำพูดของผมไปกระแทกปมด้อยของเขา แต่เราต้องเข้าใจว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาห่วงหรืออายอะไรกับปมด้อยของตัวเอง

          “แล้วมันเกี่ยวอะไร กับ เดอะสะตอ” คราวนี้คนที่ทาแป้งขาว มีบทบาทบนเวทีครั้งแรก “นี่ไงครับ ผมนี่แหละ ‘บี้ เดอะสะตอ’ ” เขาควักพวงสะตอที่เตรียมไว้ข้างในเสื้อออกมา “ผมชนะการประกวดร้องเพลงในงานวันสะตอที่จังหวัดสตูล ทุกคนเลยเรียกผมว่า ‘บี้ เดอะ สะตอ’ ” มีเสียงหัวเราะ ลอยขึ้นมาจากแขกทั้ง 3 โต๊ะ ....วันนี้คณะของเราเปิดตัวได้ดีทีเดียว

          ผมพ่นควันบุหรี่ออกไป กลุ่มควันค่อยๆ จางหายไปในอากาศ เรื่องในหัวผมตอนนี้ไม่ต่างไปจากอะไรกับควันบุหรี่ที่จางไปเมื่อครู่ “พี่ ผมขอบุหรี่ตัวสิ” บริการวัยกลางคนแอบหลบงาน มานั่งพักหลังร้าน “วันนี้ ได้ทิปเยอะมั้ย ?” ผมถามพร้อมกับยื่นบุหรี่ให้เขา “ไม่ถึงร้อยเลยพี่ แขกมีแค่นั้น ยังดีนะที่แขกใจดี บางวัน ผมไม่ได้เลยซักบาท” เขาพ่นควันบุหรี่ พลางถอนหายใจ “แล้วพี่ล่ะ เล่นจนคนดูขำกลิ้ง ได้ทิปเยอะมั้ย ?”

          ผมดับบุหรี่ หันไปมองหน้าเขา ไม่ตอบอะไร ความเงียบทำหน้าที่เป็นสื่อกลางได้มากกว่าคำพูดใดๆ ในเวลานี้ “ก็งี้แหละพี่ ตั้งแต่คาเฟ่ปิดเร็ว แขกหายหมด แต่อย่างว่า เศรษฐกิจมันไม่ดี เขาก็ต้องประหยัดกัน ใครเขาจะเอาเงินมาเที่ยวเหมือนเมื่อก่อน จะว่าไป เราก็ต้องประหยัดเหมือนกัน เอ้อ ! พี่ได้ข่าวว่า เสี่ยเขาจะไล่พนักงาน ผมยังเสียวๆ อยู่เลย ถ้าเกิดโดนขึ้นมาจริงๆ ครอบครัวผมคงแย่” เขาใช้นิ้วสะกิดบุหรี่เบาๆ ขี้บุหรี่ร่วงหล่นลงพื้น นั่นอาจเป็นเหมือนชีวิตของใครบางคน รวมทั้งตัวเขาเองในอนาคต

          “ข้าไปก่อนนะ มีเรื่องต้องคุยกับลูกน้องว่ะ” ผมลุกขึ้น ทิ้งให้เขาอยู่กับบุหรี่ที่กำลังมอดไป

          ผมแหงนมองภาพเบื้องหน้าอยู่เนิ่นนาน... ภาพตรงหน้าเป็นภาพขนาดใหญ่ มันถูกวาดกับฝาผนังตัวอาคาร สีที่เคยสดใสผุกร่อนไปตามกาลเวลา มันไร้การเยียวยามานานแล้ว ภาพบุคคลมากมายเกือบ 30 ชีวิต ถูกวาดขึ้นเชิงล้อเลียน แต่ละคนทำหน้าตาทะเล้น สวมชุดสีสันสดใส แม้ว่าหน้าตาของบางคนจะปรากฏเป็นผนังของตัวอาคารแทน ตาของบางคนถูกแทนที่ด้วยรอยปูนที่แตกร้าว จมูกที่เคยบานโตกลับถูกทาทับด้วยสีที่ตัดกัน แม้จะเลือนราง แต่ผมก็จำได้ดีว่า บุคคลในภาพนั้นเป็นใคร สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้คนมากมายแค่ไหน หนึ่งในนั้นมีภาพของผมปรากฏอยู่ด้วย ผมกำลังยืนอยู่หน้า ‘เฟรนด์ คาเฟ่’

          “พี่ เราเข้าไปกันเถอะ” เสียงลูกน้องผม ปลุกผมออกจากภวังค์ ต่างกันที่ วันนี้ เราไม่ได้มาเล่นตลก... พวกเรา 3-4 คน ช่วยกันดูเรียบร้อยว่าปลอดคน ก่อนจะมุดลอดประตูที่ติดป้ายว่า ‘ปิดกิจการ’ เข้าไปข้างใน เก้าอี้ โต๊ะ อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งสายไฟ ยังอยู่ครบในสภาพสมบูรณ์ ....วันนี้คณะของเราเปิดตัวได้ดีทีเดียว