
ปลุกจินตนาการพ่อแม่
ปลุกจินตนาการพ่อแม่ แต่ง+เล่านิทานให้ลูกอ่าน
“บอกได้คำเดียวว่า “ว้าว” มากๆ ค่ะ เป็นการเปิดมุมมองใหม่เลยทีเดียว คุณแม่ได้รู้ว่า “นิทาน” เป็นมากกว่าจินตนาการ หากแต่เต็มไปด้วยหลักการและเหตุผลที่สอดคล้องกันอย่างลงตัว หลักการแต่งนิทานง่ายๆ ที่ได้จากครูชีวันในวันอบรมนั้น ทำให้แม่แอบมั่นใจว่านิทานที่ตั้งใจจะกลับไปแต่งนั้นจะต้องกลายเป็นหนึ่งในเล่มโปรดของสองหนุ่มที่บ้านอย่างแน่นอน...”
น้ำเสียงตื่นเต้นและภูมิใจของ “แม่เอ๊ด" สุภาสิตา ไกรศรี คุณแม่ของน้องน้ำอุ่น วัย 6 ขวบ กับน้องไอน้ำ วัย 4 ขวบ ยืนยันได้ว่านิทานยังคงเป็นสื่อที่สามารถสื่อกับเด็กเล็กได้ดีที่สุด การเล่านิทานให้ลูกฟังจึงทำให้สิ่งที่พ่อแม่อยากบอกเข้าไปอยู่ในใจลูกได้ไม่ยาก และจะดีแค่ไหนที่นิทานที่เล่านั้นเป็นนิทานที่พ่อแม่แต่งเอง
แม่เอ๊ด เข้าร่วมโครงการ “แต่งนิทานให้ลูกอ่าน เล่านิทานให้ลูกฟัง” กับ ครูชีวัน วิสาสะ จัดโดย เอฟเอ็ม105 คลื่นสีขาวเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อกระตุ้นให้พ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง และต่อยอดด้วยการแต่งนิทานด้วยตัวเอง เพราะนิทานเป็นสื่อชนิดเดียวในเวลานี้ที่สามารถ สื่อกับเด็กเล็กได้ดีที่สุด และแยบยลตรงประเด็นที่สุด มีเนื้อหาใกล้ตัว เด็ก และผู้ใหญ่ก็สามารถเลือกเพื่อตอบสนองเรื่องราวที่ต้องการจะบอกหรือสอนเด็กได้
ครูชีวัน ให้หลักในการแต่งนิทานง่ายๆ ว่า ให้ลองเปลี่ยนวิธีคิดหรือแนวการเล่านิทานซะใหม่ นิทานไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยคำว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...” และจบลงด้วยความสุขเสมอไป จินตนาการที่จะใส่ไปในนิทานต้องมีขอบเขตและเหตุผล และอีกประการคือ ต้องมีวัตถุประสงค์ของการเล่าและแต่งเรื่อง หนังสือที่ใช้ประกอบการเล่าแต่ละเล่มเหมือนเป็นครู เพราะเราจะพัฒนาทักษะการเล่าและแต่งได้จากหนังสือภาพพวกนี้แม้กระทั่งทักษะทางศิลปะที่ควรรู้ก็มีอยู่ครบ
ครูชีวันยกตัวอย่างนิทานเรื่อง “แพะ 3 ตัว” และให้มุมมองที่ต่างออกไปว่า นิทานเรื่องนี้มีแพะพี่น้องอยู่ 3 ตัว ทุกตัวชื่อเหมือนกัน คือ แพะกร้าว แพะทั้งสามตัวมีช่วงวัยที่ต่างกัน คือ แพะพี่ใหญ่ แพะน้องรอง และ แพะน้องเล็ก ซึ่งหมายถึงตัวแทนของเด็กๆ ทั้ง 3 ช่วงวัย ว่าแต่ละวัยจะมีวิธีทางเอาตัวรอดจากเจ้าปีศาจได้อย่างไร การเล่าให้สนุกใช้เทคนิค ย้ำ ซ้ำ ทวน และเปรียบเทียบกับสิ่งใกล้ตัวที่เด็กเข้าใจให้เห็นภาพ เช่น เจ้าปีศาจจมูกยาวตาโตเท่าจาน และมีจมูกที่ใหญ่และยาวอย่างกับไม้ตีพริก เป็นต้น
"พ่อเจษ" เจษฎา วิโรจน์ธรรม คุณพ่อของน้องเจ๋ง วัย 8 ขวบ กับน้องจันทร์เจ้า วัย 4 ขวบ บอกว่า ปกติลูกให้เล่าฟังสดๆ ตลอด โดยถามลูกว่าอยากฟังเรื่องอะไร แล้วจินตนาการให้สอดคล้องกับที่ลูกต้องการ ทุกครั้งที่เล่านิทาน จะคิดถึงการสอนจริยธรรม คุณธรรม การใช้ชีวิต ความถูกต้องในสังคม สอดแทรกเพื่อสอนลูกไปด้วย แต่ครูชีวัน สอนว่าการเล่านิทานไม่ใช่เล่าแบบเล่าไปเรื่อยๆ แต่มีสื่อการสอนเพื่อเป็นกิจกรรมให้ลูกทำและจินตนาการแบบสัมผัสได้
ส่วน "คุณพ่อตู่" วีระยุทธ เลิศสุดวิชัย คุณพ่อของน้องต้องสู้ วัย 9 ขวบ กับ น้องต้องหนึ่ง วัย 6 ขวบ บอกว่า ได้เรียนรู้วิธีการและขั้นตอนในการแต่งนิทานอย่างง่ายๆ เล่าตามตัวเลข เป็นแบบลำดับขั้นตอนจาก 1-10 เรียนรู้วิธีการใช้หนังสือนิทาน การเปิดหนังสือ การขยับหนังสือตามจังหวะของเรื่อง การใช้มือและอุปกรณ์ต่างๆ ช่วยในการเล่า เช่น นิทานพับกระดาษ พับเป็นเรื่องราวได้ พับเป็นเครื่องบินแต่มีนิทานแฝงอยู่ ทำให้ได้แนวทางในการแต่งนิทาน หรือเอาสิ่งของใกล้ตัวมาเป็นสื่อในการเล่านิทานให้ลูกๆ ฟังได้
ในเมื่อนิทานเป็นสะพานเชื่อมไปสู่เด็ก เป็นประตูไปสู่โลกใบใหญ่ของเจ้าตัวเล็ก และการที่พ่อแม่จะแต่งนิทานหรือเล่านิทานให้ลูกฟังก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ทำให้คุณพ่อคุณแม่อีกมีเหตุผลดีๆ ในการแต่งนิทานและเล่านิทานให้ลูกฟังติดตามกิจกรรมดีๆ เพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กและครอบครัว ออนไลน์และย้อนหลังได้ที่ www.media4family.net



