
การประชุม'กล้วยไม้'นานาชาติ
การประชุม'กล้วยไม้'นานาชาติ โดย...ศ.ระพี สาคริก
ในการไปเชิญงานกล้วยไม้นี้มาจัดในเมืองไทย เมืองไทยจะต้องจัดผู้แทนไปเสนอขอต่อที่ประชุม และในที่ประชุมก็มีฉันนั่งอยู่ด้วย นอกจากนั้นยังเป็นผู้แนะนำวิธีการไปของานนี้มา
กรมวิชาการเกษตร โดยอธิบดีกรมในขณะนั้นคือ คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำทีม ปรากฏว่าการเสนอขอครั้งนั้นประสบผลสำเร็จได้ไม่ยาก แต่ตัวฉันเองก็อดห่วงไม่ได้ เพราะประสบการณ์ที่ฉันได้ทำมาแล้วเกี่ยวกับการประชุมนานาชาตินั้น มันยาวนานแทบจะตลอดชีวิต อีกทั้งยังทุ่มเทเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยจิตวิญญาณความรักเพื่อนมนุษย์ทุกคน อันควรถือว่าเป็นคุณธรรมและจริยธรรมประจำใจ
มาถึงบัดนี้ หลายสิ่งหลายอย่างมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนี่เอง ได้ทำให้ฉันรู้จัก"สิ่งที่มันอยู่ในรากฐานจิตใจคนดียิ่งขึ้น" ฉันรู้สึกเป็นห่วงงานนี้ เพราะเกรงไปว่า ถ้าขืนปล่อยไปเช่นที่แล้วมามันอาจทำให้สิ่งซึ่งตัวฉันเองได้สร้างสมมาตลอดชีวิต จำต้องสูญเสียไปอย่างน่าเสียดายในที่สุด ดังนั้นฉันจึงเกิดความรู้สึกถึงกับนำตัวเองไปนั่งทำงานอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร โดยไม่เห็นแก่ผลตอบแทนทางวัตถุใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องการให้งานนี้ประสบผลสำเร็จอย่างดีที่สุดเท่านั้นนับว่าพอใจแล้
ครั้นเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วม แต่มันก็ยากแสนยาก ฉันนึกถึงการปรับตัวเพื่อให้เข้ากันกับวิถีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม แต่ผลที่ปรากฏมันก็ไม่ค่อยจะแน่ชัดเท่าไหร่นัก ทั้งนี้เพราะคิดครั้งใดเหมือนกับคนขาดมือขาดเท้า รวมทั้งขาดหัวสมองที่ควรจะรอบรู้อย่างดีที่สุด
ทีแรกเราก็เริ่มมีคำถามขึ้นมาว่า "จะจัดงานนี้ที่ไหน?" ดูเหมือนคำถามดังกล่าวนั้น คำตอบมันทำให้เกิดความรู้สึกน่าพิศวาส สำหรับคนที่ปรารถนารูปวัตถุรวมทั้งเงินตรา โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ มักมีเสียงดังมากกว่าคนจังหวัดอื่น
ประเด็นนี้ น่านำมาคิดในขณะที่ประสบการณ์ชีวิตของเราแต่ละคนเท่าที่ผ่านพ้นมาหมาดๆ นั้น ได้แก่ คนไทยยกพวกฆ่ากันเอง ถึงกับตัวฉันเองเคยเสนอความเห็นถึงรัฐมนตรีคนหนึ่งในอดีตว่า "ทำไมไม่ให้คนกรุงเทพฯ เรียนภาษาภาคต่างๆ" แทนที่จะให้คนภาคต่างๆ ต้องมาเรียนภาษากลาง ที่ฉันเกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมันก็เป็นพื้นฐานหลักธรรมนี่แหละ
เพราะถ้าหากความเจริญมันไม่กระจายสู่ชนบท ทั้งนี้เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ ยิ่งมีวัตถุมากขึ้นก็ยิ่งขาดการนึกถึงคนชนบทเป็นธรรมดา หากมีคนถามฉันว่า เพราะเหตุใด คำอธิบายก็คือ เพราะเหตุว่าการที่คนได้พบกับความสะดวกสบายแล้ว มักมีแนวโน้มหลงยึดติดอยู่กับมัน จนกระทั่งไม่สามารถที่จะสละความสุขให้แก่ผู้อื่นซึ่งชีวิตยังอยู่ในสภาพที่ยากไร้ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือ คนชนบทนั่นเอง
ฉันต้องขอโทษที่พูดถึงเรื่องนี้ว่า "การที่จะคิดหาคนอย่างฉัน" ซึ่งสบายแล้วไม่ยึดติดอยู่กับความสบาย หากต่อสู้กับใจตนเองเพื่อสร้างความเข้มแข็งเพิ่มมากยิ่งขึ้น มันคงไม่ใช่ของง่าย



