
คำแนะนำขอคืนภาษีในอิสราเอล (1)
ตามที่แรงงานไทยจำนวนมากที่เคยเดินทางไปอิสราเอล ได้ติดต่อสอบถามเรื่องการขอคืนภาษีกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ
โดยที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้เผยแพร่คำชี้แจงเรื่องดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ดี ยังมีผู้สอบถามอีกจำนวนมาก ที่มีข้อสงสัยบางประเด็นเกี่ยวกับการขอคืนภาษี เช่น คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับเงินภาษีคืน หลักฐานที่ต้องใช้ และขั้นตอนการได้รับเงินภาษีคืน
การนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จึงขอชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องดีงกล่าว ดังนี้
1.คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิรับคืนภาษี
แรงงานไทยมีสิทธิยื่นขอคืนภาษีจากทางอิสราเอลได้ ต้องเป็นแรงงานที่ทำงานในประเทศอิสราเอล เฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ.2546-2548 (เว้นแต่ทำงานในปี พ.ศ.2549 แต่นายจ้างไม่ทราบ ยังคงหักภาษีเพื่อนำส่งทางการอิสราเอลไว้ในอัตราเดิม) โดยต้องยื่นคำขอ ภายใน 6 ปี นับแต่ปีที่มีสิทธิขอคืนภาษีจากทางการอิสราเอล เช่น
ผู้ที่ทำงานในปี 2546 ต้องยืนขอคืนภาษีภายในปี พ.ศ.2552
ผู้ที่ทำงานในปี 2547 ต้องยื่นขอคืนภาษีภายในปี พ.ศ.2553
ผู้ที่มำงานในปี 2548 ต้องยื่นขอคืนภาษีภายในปี พ.ศ.2554
หมายความว่า ถ้าท่านเคยทำงานในอิสราเอลในช่วงปี พ.ศ.2546-2547 และยังไม่เคยยื่นเรื่องเลย จะไม่มีสิทธิได้ภาษีคืน เนื่องจากสิ้นสุดระยะเวลาการยื่นขอแล้ว ส่วนท่านที่เคยทำงานในปี 2548 ท่านต้องรีบยื่นขอคืนภาษีภายในปี 2554
ยกตัวอย่าง เช่น นาย ก. เข้ามาทำงานในช่วงปี 2546-2550 และได้กลับไปประเทศไทยโดยไม่ได้ยื่นขอคืนภาษีไว้เลย นาย ก.จะมีสิทธิขอคืนภาษีได้เฉพาะของปี 2548 เท่านั้น เพราะปี 2546 และ 2547 ได้สิ้นสุดระยะเวลาการขอคืนภาษีแล้ว
สำหรับปี 2549 และ 2550 นั้น ตามกฎหมายอิสราเอล นายจ้างไม่ได้หักภาษีไว้ ดังนั้น จึงไม่มีการคืนภาษีแต่อย่างใด (กฎหมายอิสราเอลที่ออกใหม่กำหนดว่า ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นไป นายจ้างจะไม่มีการหักภาษีแต่อย่างใด)
กรมการกงสุล
กระทรวงการต่างประเทศ



